วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ตรีศูล ศาตราวุธของเหล่าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ตรีศูล ศาตราวุธของเหล่าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
รอบนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องอาวุธในตำนานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ก็มาพูดถึงอาวุธในตำนานเล่มหนึ่งซึ่งเป็นอาวุธที่มีตำตนอยู่ในวัฒนธรรมของชาวฮินดูและกรีก นั่นก็คือสุดยอดแห่งหอกทั้งปวง ตรีศูล
ตรีศูล (Trishula) ในภาษาสันสกฤตนั้นมีความหมายว่าหอกสามเล่ม ซึ่งจัดเป็นอาวุธที่อยู่ในประเภทหอกสามง่าม(Trident) หอกสามง่ามเป็นอาวุธที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณในยุคแรกๆนั้นหอกชนิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจับปลา แต่ต่อมาอาวุธชิ้นนี้ถูกพัฒนาเป็นอาวุธที่ใช้ในการทำศึกสงคราม
ในความเชื่อในศาสนาฮินดู ตรีศูลเป็นศาสตราวุธประจำกายของพระศิวะมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของฮินดูผู้มีหน้าที่ทำลายล้าง กล่าวไว้ว่าตรีศูลเป็นอาวุธที่ใช้ตัดพระเศียรของพระพิฆเนศวร และยังเป็นอาวุธที่ใช้ทั้งในการสร้างจักรวาลและทำลายจักรวาลอีกด้วย ดังนั้นตรีศูลของพระศิวะจึงซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่มีพลานุภาพสูงมาก ซึ่งว่ากันว่าปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลแทนตรีเอกานุภาพ การสร้าง การรักษา และการทำลาย หรือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งตรีศูลตามตำนานฮินดูนั้นเราคงทราบเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนี้กันมาบ้างแล้ว
ทว่าก็มีเทพเจ้าที่มีอาวุธเป็นตรีศูลอยู่อีกเช่นกัน เพราะตรีศูลยังเป็นอาวุธประจำตัวของเทพเจ้าโพไซดอนหรือเทพเนปจูนหนึ่งในสามมหาเทพผู้ปกครองท้องทะเลและท้องน้ำทั้งปวงในตำนานกรีกอีกด้วย ซึ่งตามตำนานกรีกนั้นตรีศูลของเทพโพเซดอนมีอำนาจที่จะสามารถดลบันดาลให้เกิดพายุหรือความสงบในท้องทะเลได้ และยังสามารถบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว หรือหากใช้มันกวัดแกว่งก็ยังสามารถดลบันดาลให้เกิดน้ำทะเลปั่นป่วนได้อีกด้วย ซึ่งพลังอำนาจของท้องทะเลนั้นแม้ปัจจุบันมนุษย์เราก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ บ่อยครั้งที่ความพิโรธของท้องทะเลสร้างความเสียหายยังพื้นดินจนพินาศย่อยยับ นี่เป็นเหตุให้ตรีศูลแห่งเจ้าสมุรเล่มนี้ถือเป็นอาวุธที่ทรงอนุภาพที่สุดชิ้นหนึ่งในตำนาน
ว่ากันว่าตรีศูลนั้นยังเป็นศาตราวูธชิ้นหนึ่งของพระวิษณุหรือพระนารายณ์หนึ่งในสามมหาเทพของฮินดูอีกด้วย และในความเชื่อปัจจุบัน ตรีศูลถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง อำนาจ และการชนะเหนืออุปสรรค์ทั้งปวง ซึ่งน่าจะมีมูลเหตุจากสองมหาเทพผู้ถือศาตราชิ้นนี้มีหน้าที่พิทักษ์และขจัดสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงอีกด้วย
ตรีศูลนั้นถูกหยิบยกมาเป็นอาวุธของตัวละครในเกม ในนิยาย หรือในการตูนอย่างมากกมาย และปรากฏในวัฒนธรรมต่างๆอีกมากมาย เพียงแต่อาวุธชิ้นในเรื่องราวเหล่านั้นนี้มิได้เป็นอาวุธของเทพเจ้าในตำนานเท่านั้น
ส่วนในFATE/GO จะมีคำว่า "ศักติ" ด้วย ซึ่งคำว่าศักติจะมีความหมายคือ อำนาจและความสามารถ
และคำว่าศักติเป็นยังเป็นชื่อนิกายใหญ่นิกายหนึ่งของศาสนาฮินดู และยังเป็นพระนามของเทพีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของความเชื่อฮินดูอีกด้วยอีกด้วย ซึ่งนิกายนี้จะมีการบูชาพระเทวี หรือชายาของมหาเทพอีกด้วย ซึ่งตามความเชื่อของนิกายนี้นั้นกล่าวว่าเทวีศักติพระองค์เป็นเทพมารดา ของสรรพสิ่งทั้งมวล ที่รู้จักกันในนาม "พระแม่อภิมหาพลัง" ซึ่งให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งรวมถึงเหล่าชายาของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของฮินดูอีกด้วย
เรียบเรียงโดย Salt Admin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก tongthanim และ wikiorg
ไครอน (Chiron) อาจารย์แห่งวีรชนกรีก
ในตำนานกรีกนั้นมีผู้กล้าอยู่มากมาย เหล่าผู้กล้าเหล่านั้นได้สร้างวีรกรรมมากมายไว้บนโลกจนกล่าวขานกันสืบต่อมา แต่ว่าผู้กล้าหลากหลายคนจะมิได้เก่งฉกาจฉกรรจ์หากขาดไปซึ่งครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชา และหนึ่งในอาจารย์ของเหล่าวีรชนกรีกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ ไครอนนั่นเอง
ไครอน (Chiron) เป็นมนุษย์ม้าหรือที่เรียกกันว่า เซนทอร์(Centaur) พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ครึ่งสัตว์ชนิดหนึ่งที่ปรากฏในเทพปกรณัมของกรีกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งพวกมนุษย์ม้าเหล่านี้มีถิ่นอาศัยอาศัยอยู่แถบภูเขาของอาคาเดีย และแคว้นเทสสาลีในประเทศกรีซ ทว่าเซนทอร์กลับไม่ได้มีแค่พวกเดียว เพราะต้นกำเนิดนั้นแตกต่างกันโดยสินเชิง โดยพวกหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากท้าวอิกไซออนโดยคำสาปที่ซุสเป็นผู้มอบให้ ทำให้กำเนิดเป็นคนครึ่งม้านิสัยเป็นอันธพาลชอบดื่มเหล้าไวน์และไล่ฉุดปล้ำผู้หญิง ทั้งยังชอบทะเลาะวิวาทกันเวลาเมาอีกด้วย กลับกันแม้จะเป็นเซนทอร์เหมือนกันแต่ ไครอนเป็นโอรสของโครนัส ประมุขแห่งเหล่าไททันกับฟีลีร่านางอัปสรน้ำผู้เลอโฉมโดยโครนอสได้แปลงกายเป็นม้าหนุ่มยามที่เสพสมกับนางจึงได้บุตรเป็นคนครึ่งม้า ซึ่งโครนอสนั้นก็มีศักดิ์เป็นบิดาของมหาเทพซุสนั่นเอง
ไครอนเป็นเซนทอร์ที่มีนิสัยดีและเฉลียวฉลาด อีกทั้งยังป็นผู้คงแก่เรียน มีความสุขุมรอบคอบจนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของเหล่าวีรบุรุษหลายคนในตำนานกรีก ด้านวิชาความรู้นั้นไครอนมีความรู้ด้านศิลปะการป้องกันตัว วิชามวยปล้ำ วิชาอาวุธ วิชาสมุนไพร และทีเด็ดที่เป็นซิกเนเจอร์ของอาจารย์คนนี้ก็คือวิชายิงธนูนั่นเอง ลูกศิษย์ที่มีชื่อของไครอนนั้นประกอบด้วย เฮอร์คิวลีส อะคีลลีส เจสัน เอแจ๊กซ์ แอคเทียน แอสแคลปิอัส พีลูส มีดัส ปาโตรคัส ซึ่งลูกศิษย์ลูกหาของไครอนแต่ละคนนั้นต่างสร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ไว้บนโลกก่อนจากไปแบบงงงงกันทุกราย (เขียนไม่ผิดหรอกครับ แต่ละรายนี่สรรหาวิธีตายได้สุดยอดกันจริงๆ)
และเนื่องจากทำหน้าที่นี้สำคัญอย่างมาก ไครอนจึงได้รับพรจากมหาเทพซูสให้มีอายุเป็นอมตะ เรียกง่ายๆว่าซุสอยากเก็บไครอนไว้ใช้งานเรื่อยๆน่ะแหละ เมื่อผ่านไปนานวันเข้าลูกศิษย์ลูกหาของไครอนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้ววันชะตาขาดของไครอนก็มาถึงเมื่อวันหนึ่งขณะที่เฮอร์คิวลีสแวะมาเยี่ยมเยียนไครอนยังที่พำนักนั้น ในระหว่างงานสังสรรค์ได้เกิดเรื่องวิวาทกับเหล่าเซนทอร์ที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นจนกลายเป็นศึกใหญ่ เนื่องจากพวกเซนทอร์ที่มารุมโจมตีมีจำนวนมาก เฮอร์คิวลีสนำอาวุธไม้ตายของตนเองขึ้นมานั่นก็คือลูกธนูอาบเลือดไฮดรานั่นเอง อาวุธชิ้นนี้ทุ่นแรงเฮอร์คิวลีสได้อย่างมากเพราะเซนทอร์ตัวแล้วตัวเล่าที่ต้องล้มตายเพราะเลือดพิษของไฮดร้าแต่เพราะความซวยหรือการขาดการระวังลูกธนูดอกหนึ่งได้พลาดไปถูกไครอนเข้าที่เท้า ด้วยพรอมตะจากซุสนั้นทำให้ไครอนไม่มีวันตาย แต่ทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก แน่นอนว่าซุสผู้เป็นพ่อของเฮอร์คิวลีสและหัวหน้างานของไครอนต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการให้ไครอนเกษียรอายุซะเลย ด้วยความเวทนาซุสจึงรับเอาถอนพรอมตะของตนและนำวิญญาณของไครอนขึ้นไปบนท้องฟ้าและบันดาลให้เขากลายเป็นกลุ่มดาวคนยิงธนู
ขอบคุณที่มาก่อนการเรียบเรียงจาก www.komkid.com และ
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562
โซโลมอนราชาแห่งจอมเวทย์ผู้ได้รับสติปัญญาจากพระเจ้า
โซโลมอนราชาแห่งจอมเวทย์ผู้ได้รับสติปัญญาจากพระเจ้า
หากจะพูดถึงราชาที่ในโลกนี้มีกันอยู่มากมายนั้นราชาผู้มีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบันนั้นก็มีอยู่เพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ครั้งนี้ผมก็จะมาเล่าเรื่องราวเช่นกัน ซึ่งคราวนี้นั้นเป็นเรื่องราวของราชาผู้ครอบครองปัญญาของพระเจ้า นั่นก็คือราชาโซโลมอนนั่นเอง
โซโลมอน หรือ ซาโลมอน (ละติน: Solomon; ฮีบรู: שְׁלֹמֹה) มาจากรากศัพท์ S-L-M ที่แปลว่า ความสงบ ในศาสนาอิสลามจะเรียกว่า สุลัยมาน มีฉายาคือ ซาโลมอนผู้ทรงปัญญา และมีชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้ในคัมภีร์ฮีบรูก็คือ เจดิดิอา ทรงเป็นราชาองค์ที่สามแห่งอาณาจักรอิสราเอล เล่ากันว่าโซโลมอนนั้นเป็นบุตรของราชาดาวิดและโซโลมอนผู้นี้ก็เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนที่อาณาจักรอิสราเอลที่ยิ่งใหญ่จะล่มสลายแตกเป็นอาณาจักรใหญ่น้อยตามประวัติศาสตร์
ราชาดาวิดนั้นเมื่อชราภาพลงก็มีความต้องการที่จะแต่งตั้งรัชทายาทพระองค์ใหม่ขึ้นมา และด้วยความที่ดาวิดนั้นมีพระโอรสอยู่หลายพระองค์นั่นจึงทำให้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติในอิสราเอลขึ้น แต่สุดท้ายราชาดาวิดก็ได้แต่งตั้งซาโลมอนเป็นราชาพระองค์ใหม่ ว่ากันว่าในระหว่างที่โซโลมอนทรงบรรทมราชาโซโลมอนได้พบกับพระเจ้าซึ่ง พระเจ้าก็ให้โซโลมอนขอในสิ่งที่ต้องการทว่าพรที่โซโลมอนนั้นจะคงอยู่กับตัวโซโลมอนตราบเท่าที่ราชาโซโลมอนยังเชื่อฟังและศรัทธาในพระองค์เท่านั้น ซึ่งส่วนของพรข้อนั้นโซโลมอนได้ขอไปว่า "ขอสติปัญญาและความรู้ที่จะปกครองประชาชนอย่างยุติธรรมและด้วยความเฉลียวฉลาด" ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าที่พอพระทัยกับคำขอพรนั้นจึงประทานสติปัญญาและความเข้าใจแก่โซโลมอนและยังสัญญาว่าจะมอบความมั่งคั่ง, มีเกียรติยศ, และชีวิตยืนยาวให้อีกด้วย
(ว่ากันว่าพระเจ้าพึงพอใจกับคำตอบของโซโลมอนเนื่องจากเขาไม่ได้ขอพรที่เห็นแก่ตัวอย่างความเป็นอมตะหรือความพินาศของศัตรู)
และเมื่อได้รับฐานะราชามาแล้วราชาซาโลมอนได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแล้วเขาก็เริ่มภารกิจแรกของเขาในทันที นั่นก็คือการกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทั้งประหารพี่น้องตนเอง แม่ทัพโยอาบคนสนิทของพระบิดารวมทั้งขับไล่ปุโรหิตอาบียาธาร์ ออกจากอาณาจักรของพระองค์ จากนั้นก็แต่งตั้งให้เพื่อนฝูงญาติมิตรมีอำนาจในราชสำนัก ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร กองทัพของซาโลมอนในเวลานั้นมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะกองทหารม้าและกองรถม้า พระองค์ได้จัดตั้งนิคมขึ้นจำนวนหลายแห่งทั้งนิคมการค้าและค่ายทหาร ซึ่งหลังครองราชย์ได้สี่ปีพระองค์ก็ได้สร้างวิหารหลังแรกขึ้นคือวิหารแห่งซาโลมอน การค้าขายระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างรุ่งเรืองในรัชสมัยพระองค์ พระองค์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นราชาอิสราเอลที่มั่งคั่งที่สุดที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์
เรื่องราวในตำนานหนึ่งซึ่งทำให้เห็นถึงสติปัญญาของราชาโซโลมอนนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยที่สุด เรื่องราวนี้คือคดีความที่โซโลมอนต้องตัดสินโดยที่มีสตรีสองคนอ้างสิทธิว่าเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กทารกคนหนึ่ง เมื่อพิจารณาแล้วซาโลมอนก็ทรงพิพากษาคดีอย่างง่าย ๆ โดยการตัดสินให้ตัดเด็กทารกออกเป็นสองส่วนแบ่งให้สตรีทั้งสองคนเสีย ทันใดนั้นสตรีคนหนึ่งก็ยอมถอนตัวทันที เธอกล่าวว่าเธอขอยอมแพ้เสียดีกว่าให้เด็กถูกฆ่าตาย ทว่าในศาลนั้นไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าคำตัดสินนั้นคืออุบายของราชาโซโลมอน เมื่อได้ยินการประกาศของแพ้ของสตรีนางนั้นซาโลมอนจึงประกาศให้สตรีผู้ที่ถอนตัวเป็นแม่ของเด็กทารกในทันที โดยที่ว่ากันว่าสตรีอีกนางที่มิใช่แม่ของทารกนั้นคือปีศาจปลอมตัวมา
ด้วยความที่สติปัญญาของซาโลมอนนั้นเป็นที่เลื่องลือไปในอาณาจักรมากมาย อาณาจักรเหล่านั้นก็อยากรู้ถึงปัญญาของโซโลมอนผู้เป็นที่เลื่องลือนั้น และนี่เป็นเหตุให้อาณาจักรอิสราเอลได้เครื่องบรรณาการเป็นจำนวนมากทำให้อาณาจักรของพระองค์รุ่งเรื่องยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆในโลก
ความโด่งดังของโซโลมอนนั้นมิได้ไปไกลแค่อาณาจักรรอบข้าง แต่ยังเลื่องลือไปยังดินแดนอื่น ๆ ไกลกระทั่งแม่แต่ราชินีชีบาในคาบสมุทรอาหรับยังได้รู้ถึงเรื่องนี้ ด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นราชินีชีบาจึงเดินทางมาเพื่อชมความสง่างามของราชาผู้ยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของโซโลมอนว่าแท้จริงนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงหรือไม่ และนางได้ทดสอบสติปัญญาอันล้ำลึกของโซโลมอนอีกด้วย และด้วยความประทับใจในสติปัญญาของโซโลมอนและความเจริญรุ่งเรืองของอิสราเอล นางจึงได้สรรเสริญพระยะโฮวาที่แต่งตั้งราชาผู้เฉลียวฉลาดขึ้นมาปกครองอาณาจักรแห่งนี้
มีรุ่งเรื่องก็ต้องมีวันเสื่อมถอย สิ่งนี้ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็มิอาจเลี่ยงได้ อาณาจักรของโซโลมอนผู้ทรงปัญญาเองก็ไม่มีข้อยกเว้นเมื่อโซโลมอนไม่ได้ทำตามสติปัญญาของพระยะโฮวาและไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า อาณาจักรแห่งนี้ก็เริ่มเสื่อมถอย การแต่งงานกับผู้หญิงนับร้อยทำให้โซโลมอนตีตัวออกห่างพระผู้เป็นเจ้าของตนเอง ดังสัญญาที่โซโลมอนได้ให้ไว้กับพระผู้เป็นเจ้า อาณาจักรของท่านเสื่อมถอยลง และลูกหลานมากมายของโซโลมอนก็แย่งชิงทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษของตนเองและอาณาจักรที่เคยรุ่งเรื่องที่สุดก็ล่มสลายลง
ตำนานที่เกี่ยวข้องกับโซโลมอน
ดวงตราแห่งซาโลมอน
ซาโลมอนมีแหวนมนตราวงหนึ่งที่เรียกว่า ดวงตราแห่งซาโลมอน (Seal of Solomon) เชื่อกันว่าซาโลมอนได้รับมอบแหวนวงนี้และมีอำนาจเหนือญินและปิศาจ เปรียบได้ดั่งแหวนแห่งอำนาจซึ่งสามารถบงการปีศาจในบัญชาได้ ในหลายตำนานระบุว่ามีหลายกลุ่มคณะเคยพยายามชิงหรือขโมยแหวนด้วยทางใดทางหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมนตราแต่ไม่สำเร็จ
ซาโลมอนมีแหวนมนตราวงหนึ่งที่เรียกว่า ดวงตราแห่งซาโลมอน (Seal of Solomon) เชื่อกันว่าซาโลมอนได้รับมอบแหวนวงนี้และมีอำนาจเหนือญินและปิศาจ เปรียบได้ดั่งแหวนแห่งอำนาจซึ่งสามารถบงการปีศาจในบัญชาได้ ในหลายตำนานระบุว่ามีหลายกลุ่มคณะเคยพยายามชิงหรือขโมยแหวนด้วยทางใดทางหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมนตราแต่ไม่สำเร็จ
กุญแจแห่งซาโลมอน
อันที่จริงไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่ามันเป็นกุญแจเพราะเนื้อแท้แล้วมันคือตำราไสยเวทมีโครงเรื่องที่ซาโลมอนได้จับกุมปิศาจต่างๆไว้ด้วยพลังจากแหวน "ดวงตราแห่งซาโลมอน"และก็บังคับให้ปิศาจพวกนั้นแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของพวกมันแก่ตน ปีศาจเหล่านี้คือ72ปีศาจแห่งโซโลมอนที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งด้วยอำนาจแห่งแหวนทำให้เหล่าปีศาจนั้นต้องทำตามคำสั่งของโซโลมอนอย่างเคร่งครัด กุญแจแห่งซาโลมอนนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นตำราเวทเล่มแรกๆที่ถูกสร้างขึ้นโลกด้วยนำ้มือมนุษย์เลยก็ว่าได้
อันที่จริงไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่ามันเป็นกุญแจเพราะเนื้อแท้แล้วมันคือตำราไสยเวทมีโครงเรื่องที่ซาโลมอนได้จับกุมปิศาจต่างๆไว้ด้วยพลังจากแหวน "ดวงตราแห่งซาโลมอน"และก็บังคับให้ปิศาจพวกนั้นแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของพวกมันแก่ตน ปีศาจเหล่านี้คือ72ปีศาจแห่งโซโลมอนที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งด้วยอำนาจแห่งแหวนทำให้เหล่าปีศาจนั้นต้องทำตามคำสั่งของโซโลมอนอย่างเคร่งครัด กุญแจแห่งซาโลมอนนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นตำราเวทเล่มแรกๆที่ถูกสร้างขึ้นโลกด้วยนำ้มือมนุษย์เลยก็ว่าได้
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562
สารบัญ ตำนาน/อาวุธ/ประวัติตัวละคร จากเกม
ตำนาน/อาวุธ/ประวัติตัวละคร จากเกม
อิงจากประวัติศาสตร์- กิลกาเมซ ราชาวีรชนผู้หยิ่งผยอง
- Lü Bu เทพสงครามแห่งสามก๊ก
- ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สุภาพสตรีแห่งดวงประทีปผู้เป็นแสงสว่างกลางสนามรบ
- ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ผู้แต่งแต้มนิทานที่โด่งดัง
- แอสซาซิน กลุ่มนักฆ่าแห่งสงครามครูเสด
- จิงเคอ นักฆ่าผู้เกือบพลิกประวัติศาสตร์จีน
- เนโร จักรพรรดิแห่งโรม
- อัตติล่า กษัตริย์ฮันส์ผู้สร้างความหวั่นเกรงแก่โรม
อิงจากตำนาน
- เทียแมทเทพีต้นกำเนิดตำนานแห่งเมโสโปเตเมีย
- คันโชว & เบียคุยะ
- รูน
- คิโยฮิเมะ กับความรักที่หลอกหลวง
- เอ็กซ์คาริเบอร์ ดาบศักดิ์สิทธ์เลื่องชื่อแห่งกษัตริย์อาเทอร์
- กาลาฮัด อัศวินเพียงหนึ่งเดียวผู้คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
- เกโบลก์ อาวุธในตำนานแห่งสแกนดิเนเวีย
- ไคเมร่า อสูรร้ายตามตำนานกรีก
- สกาดิ เทพีแห่งฤดูหนาวแห่งนอร์ส
อัตติลาแห่งฮันส์ (Attila the Hun)
เซอร์แวนท์ที่มีตัวตนจริงๆในหน้าประวัติศาสตร์
กลับมาพูดถึงเซอร์แวนท์ที่มีตัวตนจริงๆในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง รอบนี้ขอพูดถึงกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชนเผ่าฮันส์ที่เคยเป็นที่เป็นที่กริ่งเกรงของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่กัน
อัตติลาแห่งฮันส์ (Attila the Hun)เป็นผู้นำของ พวกฮันส์ หรือที่เรียกกันว่า ชาวฮั่น ซึ่งเป็นอนารยชนที่อพยพมาจากเอเชียกลางและเข้าสู่ยุโรปใน ศตวรรษที่ 4 ซึ่งตรงกับตอนปลายของยุคโรมัน จากบันทึกร่วมสมัย พวกฮั่นเป็นเหล่านักรบผู้เก่งฉกาจพวกเขามอบความปราชัยให้กับดินแดนต่างๆ ที่พวกเขาเคลื่อนผ่าน ซึ่งก็รวมถึงจักรวรรดิโรมันด้วย โปรดอย่าไปจำสลับกับเจงกิสข่านแห่งมองโกลนะครับ เพราะทั้งคู่นั้นเกิดคนละช่วงกันเลย แม้้ทั้งสองจะมีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกันก็เถอะ
ครั้งนี้ก็เช่นเคยผมจะขออนุญาติเล่าประวัติของอัตติลาในรูปแบบประวัติศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวกับตัวจักรวาลFATEเช่นเคยนะครับ
อาณาจักรของชาวฮั่น นั้นตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโอลด์ในโรมาเนียและแม่น้ำดานูบในฮังการี ในมวลหมูกษัตริย์ของฮั่นแล้วอัตติลาเป็นผู้นำชาวฮั่น ที่ถูกจดจำและได้รับกล่าวถึงมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ เขาถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 406 ด้านครอบครัว อัตติลามีพี่ชายหนึ่งคน นามว่า
บลีดา หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์รัวกิลัส บลีดาและอัตติลาได้ขึ้นเป็นผู้นำร่วมกัน โดยอัตติลาปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก ส่วนบลีดาปกครองดินแดนตะวันออก ซึ่งหลังจากนั้นชาวฮั่นก็เริ่มทำสงครามขยายดินแดนไปเรื่อยๆ โดยเป้าหมายแรกก็คือพิชิตชาวโรมัน
บลีดา หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์รัวกิลัส บลีดาและอัตติลาได้ขึ้นเป็นผู้นำร่วมกัน โดยอัตติลาปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก ส่วนบลีดาปกครองดินแดนตะวันออก ซึ่งหลังจากนั้นชาวฮั่นก็เริ่มทำสงครามขยายดินแดนไปเรื่อยๆ โดยเป้าหมายแรกก็คือพิชิตชาวโรมัน
ในปี ค.ศ. 441 ชาวฮั่นได้ละเมิดข้อตกลงการค้าโดยส่งกองทหารเข้ายึดเมืองชายแดนระหว่างโรมันตะวันออกกับอาณาเขตของพวกอนารยชน โดยกล่าวอ้างว่า สังฆราชแห่งเมืองมาร์กัสแอบข้ามแม่น้ำดานูปเข้าไปลอบขุดสมบัติในสุสานของชาวฮั่น เพราะฉะนั้นจึงได้ขอให้ส่งตัวสังฆราชผู้นี้มารับโทษเสีย แน่นอนว่าอาณาจักรโรมันผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นไม่มีทางยอมแน่ ดังนั้นชาวฮั่นจึงรุกรานเมืองราเตียเรีย วิมินาซีอุมและเมืองชายแดนอื่นๆอีกหลายแห่งของอาณาจักรโรมัน ซึ่งคราวนี้เมื่อเข้าตาจนจริงๆทางโรมก็จำต้องส่งตัวสังฆราชให้กับชาวฮั่น
แต่สังฆราชแห่งโรมก็เอาตัวรอดจากความซวยครั้งนี้ได้โดยสัญญากับอัตติลาว่า"จะเป็นไส้ศึกเปิดประตูเมืองให้ อัตติลา" ดังนั้นอัตติล่าจึงปล่อยตัวสังฆราชกลับมายังเมือง มาร์กัสและท้ายสุดเมืองมาร์กัสก็ถูกตีแตกด้วยไส้ศึก
หลังจากนั้นเองที่โรมันตะวันออกได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับฮั่น โดยยอมจ่ายทองคำเป็นบรรณาการทุกปีเพื่อแลกกับการที่ฮั่นจะไม่ยกทัพไปรุกราน แต่เมื่อปี ค.ศ. 443 โรมันก็ปฏิเสธการจ่ายบรรณาการให้แก่ฮั่นโดยมั่นอกมั่นใจที่ได้กองทหารที่กลับจากเปอร์เซียและซิซิลี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อัตติลากับบลีดาจึงยกทัพข้ามแดนมาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล ครั้งนี้จักรวรรดิโรมันผ่านแพ้ยับเบิน จักรพรรดิธีโอโดซิอุสแห่งโรมันตะวันออกต้องรีบทำสัญญาสงบศึกและจ่ายบรรณาการให้ตามที่ชาวฮั่นต้องการซึ่งเป็นทองคำมากถึงปีละ 2,100 ปอนด์
ว่ากันว่าใน ปี ค.ศ. 445 อัตติลาตัดสินใจรวบอำนาจไว้กันตนเองเพียงผู้เดียวด้วยการลอบสังหารบลีดาพี่ชายของตน และเพื่อสร้างความชอบธรรมในการนี้ อัตติลาได้กล่าวแก่บริวารว่า มีคนเลี้ยงสัตว์ผู้หนึ่งได้ตามวัวสาวขากะเผลกไปในทุ่งและพบดาบโบราณเล่มหนึ่ง จึงได้นำมาถวายพระองค์ โดยดาบเล่มนั้นคือ ”ดาบของเทพแห่งสงคราม” ซึ่งทั้งหมดนี้ก็หมายความว่า อัตติลาได้รับพระบัญชาจากเทพแห่งสงครามให้นำชาวฮั่นพิชิตโลกนั่นเอง
และด้วยการปลุกขวัญกำลังใจเช่นนี้ก็ทำให้เหล่าทหารฮั่นทั้งหลายเกิดความฮึกเหิม อัตติลาก็ระดมทัพใหญ่บุกเข้าโรมันตะวันออกอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 447 แน่นอนว่าโรมันที่อยู่ในช่วงขาลงตอนนี้ก็แพ้ยับอีก จากนั้นอัตติลาก็ได้นำกองทัพฮั่นได้บุกเข้าไปในแหลมบอลข่านโดยหมายจะขยายถิ่นฐานเข้าไปที่นั่น แต่ก็ถูกต่อต้านจากชาวพื้นเมืองทั่วทุกหัวระแหง จนอัตติลารู้สึกว่า พระองค์กับชาวฮั่นทั้งหลายคงไม่อาจตั้งถิ่นฐานที่นั่นได้ อัตติลาจึงถอนกำลังกลับคืนฮังการีพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาลจำนวนมหาศาล
ปริสคัส ราชทูตโรมันตะวันออกที่ไปเยือนราชสำนักฮั่นใน ปี ค.ศ. 448 ได้เขียนเล่าไว้ว่า “ในงานเลี้ยง อัตติลาทรงแสดงถึงความสมถะของพระองค์ ด้วยการเสวยอาหารในจานไม้ ส่วนถ้วยที่ทรงใช้ ก็ทำจากไม้ ในขณะที่บรรดาแขกที่ร่วมงานล้วนใช้ภาชนะเงินและทองคำ อัตติลาทรงสวมฉลองพระองค์แบบธรรมดา และมีเพียงพระแสงดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่ข้างวรกาย โดยมิได้ทรงประดับดาพระองค์ด้วยเพชรทองหรืออัญมณีใด ๆ เหมือนเช่นดังคนอื่น ๆ ในงาน”
ว่ากันว่าอติล่านั้นแม้จะมีฐานะถึงกษัตริย์แต่ก็มีความสมถะ พระองค์เสวยอาหารในจานและถ้วยที่ทำจากไม้ ในขณะที่บรรดาแขกที่ร่วมงานล้วนใช้ภาชนะเงินและทองคำ ฉลองพระองค์ของกษัตริย์อัตติลานั้นเป็นเพียงฉลองพระองค์แบบธรรมดา ไม่ได้สวมใส่เครื่องประกับที่ทำจากเพชรหรือทองใดๆ สิ่งเดียวที่ที่อยู่เคียงข้างพระองค์เสมอก็คือพระแสงดาบเล่มหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างวรกายเท่านั้น
อัตติลาตีโรมันอยู่หลายครั้ง เรียกว่าปล้นจะไม่เหลือให้ปล้น "ทางโรมันก็โดนทั้งปล้นทั้งกวาดต้อนจนหมดตูดจนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว" อัตติลาจิึงหมดความสนพระทัยในโรมันตะวันออก และคราวนี้กลายเป็นโรมันตะวันตกที่เป็นที่สนใจของอัตติลาแทน ครั้งนี้อัตติลาเริ่มต้นด้วยการส่งทูตไปยังกรุงโรมและเสนอตัวเป็นพันธมิตรกับโรม โดยข้อเสนอของพระองค์คือจะยกทัพเข้าไปช่วยขับไล่พวกวิสิก็อธที่เข้าไปครอบครองดินแดนฝรั่งเศสตอนใต้ให้ พร้อมกันนั้นอัตติลาพระขนิษฐาของจักรพรรดิวาเลนติเนียนมาอภิเษกเพื่อเจริญสัมพันธ์ไมตรี แต่ก็ขอสินสอดเป็นดินแดนครึ่งหนึ่งของโรมันตะวันตก แน่นอนว่าข้อเสนอนี้มันโคตรแพงจักรพรรดิจึงปฏิเสธไป
แน่นอนว่าหลังจากนั้นฮั่นก็ตีเมืองของโรมันตะวันตกไปเรื่อยๆ เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายที่ทราบว่าชาวฮั่นจะมาบุกก็ยอมแพ้อย่างง่ายดาย ซึ่งในเวลานั้น ฟลาเวียส อัยติอุส ผู้บัญชาการทหารของโรมตะวันตก เมื่อทราบถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับจักรวรรดิของตนก็พยายามรวบรวมกำลังพลทั้งหมดที่มีต่อกรกับกองทัพฮั่นของอติล่า ทว่ากองทัพของอัยติอุสก็ยังเล็กเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับทัพมหึมาของฮั่นได้ ดังนั้นเขาจึงส่งนายทหารนามว่า อาวีตุส เดินทางไปยังโตโลซาซึ่งเป็นอาณาจักรของวิสิก็อธ เพื่อเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับธีโอโดริค กษัตริย์ของวิสิก็อธ โอรสของอลาริคในทันที
แม้ว่าจะเคยเป็นศัตรูกับอัยติอุส ทว่าธีโอโดริคก็ทรงพระปรีชาพอที่จะรู้ว่า ถ้าชาวฮั่นชนะโรมันได้แล้วคราวต่อไปก็คงเป็นอาณาจักรของพระองค์ดังนั้น พระองค์จึงยอมเป็นพันธมิตรด้วย ทัพพันธมิตรยกไปถึงแคว้นของชาวอลัน ได้ก่อนหน้าทัพฮั่นและบีบให้สันกีบานัสส่งนักรบอลันทั้งหมดเข้าร่วมรบ
และนี่เป็ครั้งแรกที่กองทัพฮั่นต้องถูกยัดเยียดความปราชัยให้ ทว่าต้องแลกมากับความตายของ กษัตริย์ธีโอโดริค แต่กระนั้นด้วยความหวาดระแวงในพันธมิตรที่พร้อมจะแว้งกัดตนอัยติอุส ก็ปล่อยให้อัตติล่ารอดชีวิตไป ได้ในยามนั้น อัยติอุสคิดว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะทำให้อัตติลาเสื่อมอำนาจลงและไม่อาจระดมทัพใหญ่มารุกรานโรมได้อีก
ทว่าความคิดเขาของเขาผิดพลาดอย่างแรง ปี ค.ศ. 452 อัตติลาก็ได้นำทัพใหญ่เท่ากับเมื่อปีก่อนบุกผ่านแคว้นปันโนเนียและเทอกเขาแอลป์เข้าสู่อิตาลีอีกครั้งและคราวนี้กองทัพฮั่นเข้ายึดเมืองอาควิลียาและทำลายเมืองจนราบคาบ เมืองหลายเมืองยอมจำนน และต้องเสียค่าไถ่เป็นทรัพย์สมบัติจำนวนมาก การรบครั้งสุดท้ายของอัตติล่านั้นคือการรบกับโรมันตะวันตก ซึ่งอัตติล่าต้องยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดเนื่องจากเกิดโรคระบาดขึ้นในกองทัพ อีกทั้งในคาบสมุทรอิตาลีก็เพิ่งจะเกิดภัยแล้ง ทำให้ทัพฮั่นหาเสบียงได้ไม่เพียงพอเลี้ยงทหาร ซ้ำร้ายจักรพรรดิมาร์เซียนแห่งโรมันตะวันออกก็กรีธาทัพมาช่วยเหลือโรมันตะวันตกอีกด้วย
การเสียชีวิตของอัตติล่านั้นคือในปี ค.ศ. 453 ระหว่างงานงานฉลองสมรสครั้งใหญ่ของพระองค์กับอิดิลโกเจ้าสาวชาวเยอรมัน เชื่อกันว่าการสิ้นพระชนม์ของอัตติลา เพราะดื่มน้ำจันท์มากเกินไป หรือเพราะเส้นพระโลหิตในสมองแตก และในบางครั้งก็คาดว่าทรงถูกเจ้าสาวของพระองค์เองวางยาพิษ
อาณาจักรฮั่นก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆทันทีเมื่อสิ้นอัตติล่า และถูกชนเผ่าที่เคยเป็นบริวารก่อการกบฏ กลายเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนก่อนจะถูกกลืนไปกับชนเผ่าอื่นที่เข้มแข็งกว่าและหายสาปสูญไปในศตวรรษที่ 7
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก http://www.komkid.com และ https://th.wikipedia.org/
Skadi เทพีแห่งฤดูหนาว ของนอร์ส
เรืองราวของเซอร์แวนท์ที่มีตัวตนอยู่ในตำนาน
เหมือนหลายๆบทความที่ผมได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับตัวเซอร์แวนท์ วันนี้ผมเองก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของเซอร์แวนท์มาฝากอีกเช่นเคย โดยวันนี้นำมาจากเทพนิยายนอร์ส์เลยทีเดียว และสำหรับวันที่โคตรจะร้อนแบบนี้ เซอร์แวนท์ที่ผมจะนำเสนอก็คือ Skadi เทพีแห่งฤดูหนาว การเล่นสกี การล่าสัตว์ นั่นเอง
สกาดิ (Skaði) เป็นเทพีแห่งฤดูหนาว การเล่นสกี การล่าสัตว์ ตามตำนานเทพเจ้านอร์ส ตัวเธอนั้นเป็นแท้จริงเป็นยักษ์น้ำแข็งแห่งโยตันไฮม์ (อันที่จริงเทพนอร์สมันก็เป็นยักษ์เหมือนกันนั่นแหละ) หากพูดถึงตัวเธอแล้วเธอเป็นเทพีองค์หนึ่งที่แข็งแกร่งมาก มากเสียกระทั่งเหล่าเทพแห่งแอสการ์ดไม่อยากต่อกรด้วยเลยล่ะ
ตามปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยออกมาจากถิ่นกำเนิดสักเท่าไหร่ แต่เมื่อพ่อของเธอถูกเหล่าเทพเจ้าฆ่าตายเธอจึงขึ้นมาที่แอสการ์ดเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับพ่อของเธอ (ถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะตายเพราะไปลักพาตัวเทพธิดาองค์หนึ่งมาก็เหอะ) และเมื่อเธอก้าวมาถึงแอสการ์ดการแก้แค้นเหล่าเทพเจ้าก็มาถึง แน่นอนว่าสตรีเพียงคนเดียวอย่างนางปะทะกับทวยเทพแอสการ์ดทั้งหมดย่อมเสียเปรียบอย่างมากและผลปรากฏออกมาก็คือ ......เทพแอสการ์ดล้มนางไม่ได้ครับ!! (บอกแล้วว่าชีสตรอง คงคิดว่าแก๊งค์แอสการ์ดจะชนะกันสินะครับ เปล่าเลย!!) แน่นอนว่าสู้ต่อไปก็มีแต่ฝ่ายแอสการ์ดจะฉิบหายไปเปล่าๆปลี๊ๆ โอดินจึงสั่งถอนกำลังเพื่อยุติการต่อสู้ โดยยื่นข้อเสนอว่าจะมอบทองคำมากมายเป็นค่าสินไหมทดแทนความเจ็บปวดที่จากการสูญเสียบิดาที่รักยิ่งของเธอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้องค์เทพีพอพระทัยแม้แต่นิด เนื่องจากตัวนางเองก็รวยจากทรัพย์สมบัติของตระกูลของเธออยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงยื่นข้อเสนอใหม่ที่ทำให้เหล่าเทพแอสการ์ดทั้งหลายต้องประหลากใจ
ข้อเสนอของสกาดิคือ "สามี" พิมพ์ไม่ผิดหรอกครับ"สามี"ตามภาษาบ้านเราน่ะแหละ และคำขอข้อที่สองก็คือทำยังไงก็ให้ได้เธอได้หัวเราะซักครั้งหนึ่ง ซึ่งไอ้เรื่องตลกนี่ โลกิเป็นคนรับหน้าที่นี้ไป กลับมาถึงเรื่องสามีของนางกันต่อดีกว่า และเนื่องจากความสตรองของนางที่ทำให้เหล่าชายชาตรีแอสการ์ดได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่านางไม่ธรรมดา จึงทำให้เหล่าเทพผู้หาญกล้าทั้งหลายไม่มีใครกล้ารับนางเป็นภรรยา เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้โอดินจึงนำเสนอวิธีการสุดยอดที่จะเฟ้นหาสุดยอดสามีที่เหมาะสมกับนางให้ และนวัตกรรมที่โอดินเอามาเสนอก็คือ จับฉลาก ซึ่งไอ้วิธีการจับฉลากที่ว่านั้นมันไม่ใช่การจับฉลากแบบทั่วๆไป แต่เป็นการให้นางเลือกสามีโดยการดูจากรอยเท้า โดยโอดินทำการการันตีSSR ด้วยการเอาเฉพาะเหล่าเทพเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นเจ้าบ่าวจับฉลากครั้งนี้
อันที่จริงแล้วสกาดิมีใจให้บอลเดอร์อยู่แล้วแต่นางไม่ได้บอกเรื่องนี้ออกมาให้ทราบ การจะบอกความต้องการของเธอออกมาตรงๆก็ดูจะเสียเกียรติไปสักหน่อย และด้วยความคิดที่ว่าเธอไม่มีวันเลือกรอยเท้าพลาดแน่นอนเธอจึงยอมรับข้อเสนอของโอดิน เมื่อคิดเช่นนั้นเธอก็เลือกรอยเท้าจากมวลหมู่เทพแอสการ์ดในทันที และเธอคิดว่าคนหล่อๆที่เป็นถึงเจ้าชายแห่งแอสการ์ดต้องมีเท้าที่ดูยิ่งใหญ่และงดงามอย่างมากชัวร์!! ฟันธง!!
จากนั้นเธอก็โรลกาฉะพิกอัพบาลเดอร์ในทันที... ป๊าป!! ในทันที ปรากฏว่าเท้าคู่งามคู่นั้นเป็นของนยอร์ดเทพแห่งทะเล แน่นอนว่าองค์เทพีต้องรับDirect Attack จากกาฉะเกลือไปเต็มๆไตทั้งสองข้างของท่าน แต่แม้ว่าเทพีสกาดิจะรู้สึกไม่พอพระทัยอย่างมาก ถึงอย่างนั้นเธอก็รักษาสัญญาโดยการแต่งงานกับนยอร์ดตามข้อตกลง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่จบลงในเวลาไม่นาน
ด้วยความที่เป็นเทพคนละถิ่นกันทำให้มีปัญหาเรื่องเรือนหอ นยอร์ดชอบอยู่ริมทะเลในขณะที่สกาดีชอบอยู่บนภูเขา ตอนแรกทั้งคู่แก้ปัญหาโดยพักที่บ้านริมทะเล 9 วันแล้วไปพักที่บ้านบนภูเขา 9 วัน แต่เมื่อจบวันที่ 18 ทั้งคู่ก็รู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้จึงจากกันด้วยดี(นยอร์ดคงโล่งอกที่สุดที่มันจบลงด้วยดี ไม่งั้นเจ้าตัวนี่แหละที่จะเละ) ด้วยเหตุนั้นสกาดิจึงกลับขึ้นไปอาศัยบนภูเขาอย่างมีความสุขและในวันหนึงเธอก็บังเอิญเจออูลเลอร์ซึ่งเป็นเทพแห่งฤดูหนาว สกี การต่อสู้ และความยุติธรรมที่นั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเคมีของทั้งคู้เข้ากันได้ดีกว่านยอร์ดที่เป็นเทพแห่งทะเลอย่างแน่นอน ทั้งคู่จึงอยู่ร่วมกันบนภูเขาท่ามกลางสัตว์ป่าทั้งหลาย
บางตำนานกล่าวไว้ว่า อูลเลอร์เทพแห่งฤดูหนาว สกี การต่อสู้ และความยุติธรรมนั้นเป็นเวอร์ชันผู้ชายของเธอเฉยๆ
สกาดิมีอารมณ์ที่ตรงข้ามกับฉายาของเธอซึ่งเป็นเทพีแห่งน้ำแข็ง เธอทั้งใจร้อน คาดเดาได้ยาก และหากคิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้องเธอก็จะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้เธอยังเป็นคนไม่ค่อยนึกถึงความรู้สึกคนอื่นเท่าไหร่ด้วย
นจอร์ดและสคาดิมีบุตรชายหญิงชื่อเฟรย์ (Freyr) และเฟรย่า (Freyja) ซึ่งทั้งคู่เป็นเทพแห่งแอสกาณ์ดที่มีความสำคัญกับสภาทวยเทพแห่งแอสการ์อย่างมาก เนื่องจากเฟรย่า (Freyja)ผู้เป็นผู้ปกครองดินแดนหลังความตายโฟล์กแวงเกอร์และมักถูกเรียกว่าเป็นมารดาของเหล่าวาลคิรี และเฟรย์ (Freyr) เองก็เป็นหนึ่งในเทพที่เป็นกำลังหลักของแอสการ์ดจึงถือว่าสกาดิเองก็มีความเกี่ยวข้องกับแอสการ์ดไม่มากก็น้อย
ขอขอบคุณบทความก่อนการนำเสนอของผมจาก
คุณ พี่พิซซ่า จาก www.dek-d.com
คุณ พี่พิซซ่า จาก www.dek-d.com
เนโรเป็นจักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งอาณาจักรโรมัน
ตัวตนของเซอร์แวนท์ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์
เนโรเป็นจักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งอาณาจักรโรมัน ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉดด้านการกดขี่บ้านเมือง ผู้ออกกฎกลอุบายและชั่วร้าย และเมื่อพูดถึง “จักรพรรดิเนโร” แห่งอาณาจักรโรมันโบราณ หลายๆคนก็คงต้องเคยได้ยินวีรกรรมสุดโหดอย่างการเผากรุงโรมของเขากันมาบ้าง และยังมีบันทึกว่าโนโรเป็นผู้ที่ฆ่าแม่ตัวเอง ฆ่าน้องชาย แถมยังทรราชผู้โหดร้ายจนทหารต้องลุกฮือขึ้นต่อต้านอีก
ตามประวัติศาสตร์อีกเช่นเคย ผู้ที่เป็นราชาและเสื่อมอำนาจมักจะมีวีรกรรมด้านไม่ดีอยู่มาก ซึ่งไอ้คนที่เขียนบันทึกนี่ก็ดันเป็นฝ่ายตรงข้ามของราชาองค์นั้นเสียส่วนใหญ่ด้วยสิ เพื่อนๆคิดดูเอาเองสิว่าจะสามารถเชื่อถือได้แค่ไหน (เหมือนประเทศบางประเทศเลยน้อ)
ตามข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้จักรพรรดิเนโรนั้นขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันด้วยวัยเพียง 17 ปี เจ้าตัวไม่ได้มีความสนใจด้านการเมืองหรือการปกครอง แต่กลับมีความสนใจเรื่องศิลปะมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ดังนั้นหากคนแบบเนโรเป็นผู้ปกครองประเทศแล้วการที่จะทันเลห์เหล่มของเหล่าขุนนางทั้งหลายก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างยากยิ่ง
ในประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ว่า เนโรมักจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับแม่ของเขาอยู่เสมอ และนั่นเป็นเหตุให้เนโรคิดจะตัดสัมพันธ์แม่ลูกกับเธอเสีย แต่แม่ของเนโรเองก็ข่มขู่เขาว่า หากทำเช่นนั้น เธอจะเปิดเผยพินัยกรรมฉบับจริงที่จักรพรรดิเกลาดิอุสทรงระบุว่า "จะมอบราชสมบัติให้แก่บริทานิคัส" มีการบอกไว้ว่าเนโรใช้ใส่ยาพิษในอาหารกับบริทานิคัสผู้เป็นน้องชายของตนเองด้วยเห็ดพิษโดยแจ้งกับประชาชนไปว่าน้องชายของเขาเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว หลังจากนั้นเขาก็วางแผนฆ่าแม่ของตัวเองทิ้งเสีย
"ตัวเนโรไม่ได้มีความสนใจเรื่องการปกครอง และไม่ได้นำทหารไปรบกับอาณาจักรใด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังทหารของโรมที่เคยรุ่งเรื่องเริ่มถดถอยลง ทำให้อำนาจของทหารลดลงจากที่เคย และทำให้ทางทหารไม่พอใจกัน แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีการเผากรุงโรมเพื่อสร้างวังใหม่อีกด้วย"
นั่นเป็นหลักฐานที่มีข้อแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะการสร้างวังใหม่ของโนโรนั้นชนชั้นสูงของโรมันมองว่าน่าอายและไร้สาระวังจึงไม่ได้สร้างจริงๆ ส่วนเรื่องอำนาจทางการทหารของโรมที่ลดลงนั้นเป็นเรื่องจริง มันก็เหมือนเนโรไปทำให้คนใหญ่คนโตเสียผลประโยชน์นั่นแหละ แต่เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีเพียงของฝั่งจักรพรรดิกัลบาซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเนโรดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าตัวเนโรเองนั้นเป็นจักรพรรดิที่เลวร้ายจริงหรือไม่
มาร์คัส แอนเนียส ลูคานัส นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยบันทึกว่า ไพร่ฟ้าต่างหน้าใสเมื่ออยู่ใต้การปกครองของเนโร เศรษฐกิจของกรุงโรมในขณะนั้นดีมากประชากรต่างร่ำรวย และเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นถูกเป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมให้กับเหล่าสมาชิกสภาสูงในการโค่นอำนาจจักรพรรดิ์แนโร
และก็มีหลักฐานที่ว่าเนโรนั้นอาจจะเป็นที่รักของประชาชนกว่าที่เราคิด เพราะที่เมืองปอมเปอีนักโบราณคดีได้มีการค้นพบจารึกที่วาดด้วยมือของคนในสมัยนั้นซึ่งมีการสรรเสริญจักรพรรดิเนโรจำนวนหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นบอกว่า “ไชโยกับการตัดสินใจของจักรพรรดิและจักรพรรดินี เมื่อทั้งสองท่านปลอดภัย พวกเราจะมีสุขไปตลอดกาล”
หลักฐานนี้ทำให้เกิดสมมุติฐานว่า "เป็นไปได้ว่าจักรพรรดิเนโรจะเป็นบุคคลจำพวกที่ว่าเป็นที่รักของประชาชนรากหญ้า แต่กลับเป็นที่เกลียดชังของคนชั้นสูง"
สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของจักรพรรดิเนโรนั้นแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร เพราะเราไม่สามารถรู้เรื่องประวัติศาสร์ที่แท้จริงได้จนกว่าเราจะเห็นด้วยตาของเราเอง
ขอบคุณข้อมูลก่อนการรวมร่างจาก www.catdumb.comhttps://th.wikipedia.org และอื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





