วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Scheherazade(แคสเตอร์แห่งปราสาทไร้ราตรี)

ทดสอบการใช้งาน Scheherazade(แคสเตอร์แห่งปราสาทไร้ราตรี)
รีวิว Scheherazade(แคสเตอร์แห่งปราสาทไร้ราตรี)



วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เซเฮราซาดนักเล่านิทานแห่งนิทานอันเป็นที่รู้จัก"พันหนึ่งราตรี"


     เรื่องราวของวีรบุรุษส่วนใหญ่นั้นมักมีความเกี่ยวข้องกับศึกสงคราม การกอบกู้บ้านเกิดเมืองนอน แต่วันนี้ผมจะพาทุกคนมารู้จักกับวีรสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีไม่ได้มีความเก่งกาจทางการศึก ไม่มีคาถาอาคมอันแก่กล้าใดๆ แต่สามารถสร้างวีรกรรมที่ปกป้องชีวิตนับพับนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว เซเฮราซาดหรือชาห์เรซาด(Scheherazade)คือนามของเธอคนนี้
     เรื่องราวตรงส่วนนี้ผมจะบอกก่อนนะครับว่าผมจะเล่าในส่วนของเรื่องพันหนึ่งราตรีโดยมิได้อิงจากเนื้อเรื่องในFATE โดยก่อนที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอนั้นผมจะขอหยิบยกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเธอเสียก่อนซึ่งตัวเธอนั้นเป็นตัวละครในนิทาน“พันหนึ่งราตรี”หรืออาหรับราตรี นั่นเองซึ่งเรื่องราวนิทานเรื่องนี้นั้นเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในราชวงศ์อับบาซิดแห่งแบกแดด ซึ่งเป็นยุคที่กรุงแบกแดดเป็นศูนย์กลางการค้า ซึ่งทั้งชาวเปอร์เซีย จีน แอฟริกา และชาวยุโรปต่างหลั่งไหลกันไปที่นั่น ผู้คนที่แตกต่างชาติพันธ์ุเหล่านี้ไม่เพียงแค่ทำมาค้าขาย แต่พวกเขายังนำความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมต่างๆมารวมกันที่แบกแดดอีกด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือนิทานพื้นบ้านนั่นเอง นิทานพื้นบ้านเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่ชาวต่างชาติได้เล่าให้ชาวแบกแดดฟังนั้นทำให้ชาวแบกแดดได้สั่งสมเรื่องเล่าจากนิทานเหล่านี้เอาไว้และนำมาเล่ากันปากต่อปาก กระทั่งในรัชสมัยกาหลิบ ฮารูน อัล-ราชิด (14 กันยายน ค.ศ. 786 - 24 มีนาคม ค.ศ. 809) ได้มีการรวบรวมนิทานต่างๆ ไว้ในที่เดียวกันโดยเขียนเป็นภาษาปาลาวี, ซาสซานิด และเปอร์เซีย ภายใต้ชื่อ ฮาซาร์ อัฟซานา หรือ ‘บันทึกตำนานหนึ่งพัน’ ซึ่งหลังจากรัชสมัยของกาหลิบ ฮารูน อัล-ราชิด ซึ่งก็ราวๆประมาณปี ค.ศ. 850 ก็ได้มีนิทานที่เล่ากันปากต่อปากเป็นภาษาอารบิกเกิดขึ้น ชื่อ อัฟ เลย์ลา วา เลย์ลา ซึ่งแปลว่า ‘หนึ่งพันกับอีกหนึ่งคืน’
     นิทานพันหนึ่งราตรีเป็นเรื่องราวของพระราชาชาห์เรยาร์ด (Shahryārในภาษาเปอร์เซียแปลว่าพระราชาหรือผู้ปกครอง) และมเหสีของตนที่ชื่อเซเฮราซาด(Scheherazade)โดยโครงเรื่องนิทานเรื่องนี้นั้นเป็นนิทานซ้อนนิทาน โดยจะมีเรื่องใหม่ต่อเนื่องเมื่อเรื่องเดิมจบลง พระราชาพระองค์นี้ก็เดิมทีก็มิใช่ราชาที่เหี้ยมโหดใดๆ แต่ในวันหนึ่งพระองค์ก็พบว่ามเหสีของตนนั้นนอกใจโดยชายชู้ก็เป็นทหารคนหนึ่งในวัง วินาทีที่พบว่าความจริงตรงหน้านั้นพระองค์ก็ทรงกริ้วจึงได้สั่งประหารมเหสีและชายชู้ในทันทีพร้อมๆกันนั้นตัดสินว่าสตรีอื่นๆในโลกทุกนางนั้นก็ชั่วร้ายเป็นเหมือนๆกันทุกคน และเรื่องบัดสีของชายโฉดหญิงชั่วก็นำหายนะมาให้สตรีนางอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นจำนวนมากด้วย
     หลังจากการเสียผู้ที่เป็นมเหสีไปแล้วราชาชาห์เรยาร์ดก็ไม่สนใจสตรีนางอื่นอีก ซึ่งทำให้เหล่าขุนนางต่างกังวลว่าราชบัลลังค์จะว่างลงเพราะไม่มีผู้สืบราชบัลลังก์ต่อ ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงขอให้พระองค์ทรงพิจารณาในการคัดเลือกพระมเหสีใหม่ ซึ่งถึงราชาชาห์เรยาร์ดจะไม่ทรงพอพระทัยสักเท่าไหร่แต่พระองค์ก็เลือกที่จะทำตามความเห็นของเหล่าข้าราชบริพาร
     ทว่าแม้การตัดสินใจของเหล่าขุนนางจะทำด้วยความหวังดีแต่กลับก่อผลร้ายกับสตรีบริสุทธิ์อีกหลายร้อยหลายพัน ด้วยเพราะความขุ่นข้องหมองใจจากการที่พระองค์ถูกนอกใจนั้นยังไม่หายดีทำให้จิตใจของราชาชาห์เรยาร์ดยังคงชิงชังสตรีเพศ องค์ราชาได้เริ่มแต่งงานกับหญิงพรหมจารีที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นมเหสีและทันทีที่รุ่งอรุณมาถึงสตรีนางนั้นก็จะถูกประหารในทันที เรื่องนี้ทำให้ทั้งขุนนางและประชาชนตื่นตระหนกกันอย่างมาก
     ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ก็เลือกมเหสีผู้โชคร้ายคนใหม่และทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยแม้จะเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยพระองค์ก็ไม่ให้อภัยใดๆเลย คนแล้วคนเล่าที่เข้าไปในเรือนหอแล้วไปจบลงที่ลานประหาร เหล่าสตรีบริสุทธิ์ผู้ยังรอดชีวิตอยู่ก็รีบแต่งงานมีสามีหรือไม่ก็หนีออกจากดินแดนแห่งนี้จนหมดสิ้น ในที่สุดขุนนางผู้ใหญ่ในราชอาณาจักรซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่สามารถจัดหาสตรีพรหมจารีมาให้พระราชาได้อีก ด้วยเหตุนี้เองเซเฮราซาดบุตรีของขุนนางผู้ใหญ่จึงเสนอตัวเองเป็นเจ้าสาวของราชาแม้ผู้เป็นพ่อจะไม่เห็นด้วย
     อย่างที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้วเซเฮราซาดนั้นเป็นเพียงแค่สตรีธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความพิเศษใดๆเหนือผู้อื่นจะมีเพียงแค่สติปัญญาที่เหนือกว่าสตรีนางอื่นเท่านั้น ในคืนแต่งงานเซเฮราซาดได้ขอให้นางได้เล่านิทานให้น้องสาวคนเล็กซึ่งติดตามเข้าไปในห้องหอด้วยได้ฟังนิทานจากนางเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งราชาก็ยินยอม โดยเมื่อนางได้เริ่มต้นเล่านิทานให้ราชาชาห์เรยาร์ดฟังนิทานของนางทำให้ราชาชาห์เรยาร์ดเกิดความประทับใจและรู้สึกสนุกสนานกับเรื่องราวที่นางเล่าแม้ว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นเรื่องยาวก็ตาม ทว่าเมื่อรุ่งอรุณมาถึงนางก็จำเป็นต้องหยุดเล่านิทานไว้เพื่อให้ราชาไปปฎิบัติราชกิจตามปกติซึ่งด้วยความที่องค์ราชาทรงอยากรู้ตอนจบของนิทานพระองค์จึงมิอาจตัดใจและประหารนางได้โดยทรงคิดว่าเมื่อนิทานของนางจบลงวันรุ่งขึ้นของวันนั้นแหละที่พระองค์จะประหารเธอเฉกเช่นเดียวกับสตรีนางอื่น ทว่านิทานของเซเฮราซาดกลับยาวจนเหลือเชื่อซึ่งเรื่องนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะนางได้ผูกเรื่องราวหนึ่งไว้กับอีกเรื่องหนึ่งโดยอาศัยการเล่าของตัวละครในเรื่องดังนั้นนิทานของนางจึงไม่มีวันที่จะจบลงง่ายๆ ในคืนที่นิทานเรื่องหนึ่งจบลงนิทานเรื่องก่อนหน้านั้นก็ยังไม่จบและด้วยความรู้สึกที่ค้างคาใจนั้นราชาก็ต้องเลื่อนการประหารนางออกไปอย่างไม่มีกำหนด 
     นิทานที่เชเฮราซาดเล่านั้นมีความหลากหลาย มีทั้งนิทานที่มีเรื่องราวอิงมาจากประวัติศาสตร์ เรื่องของความรัก เรื่องราวที่มีโศกนาฏกรรม นิทานตลกชบขัน บทกวี นิทานล้อเลียน หรือแม้กระทั่งนิทานแนวอีโรติก เรื่องราวหลายเรื่องกล่าวถึงภูติผีปีศาจ สัตว์ประหลาด พ่อมด นักมายากลและสถานที่ในตำนานผสมกับสถานที่ซึ่งมีอยู่จริง ตอนจบของนิทานหลายเรื่องไม่ได้เป็นดังที่องค์ราชาคาดคิด แม้กระทั่งตัวละครบางตัวก็มิได้รับผลดังที่หวังทุกเรื่อง นิทานเหล่านี้เองที่ขัดเกลาหัวใจของราชาที่แตกสลายนี้ให้ฟื้นขึ้นมาทีละน้อยๆจนกระทั่งผ่านไป 1001 คืน
     ว่ากันว่านิทานของเชเฮราซาดนั้นจบลงในคืนที่ 1001 ซึ่งนางเองก็พร้อมรับความตายในรุ่นอรณของวันรุ่งขึ้นแล้วทว่า ราชาชาห์เรยาร์ดกลับเปลี่ยนพระทัยโดยไม่ประหารเชเฮราซาดและแต่งตั้งนางเป็นพระมเหสีของพระองค์
     ทั้งนี้พันหนึ่งราตรีนั้นมีต้นฉบับที่แตกต่างกันอยู่จึงทำให้มีรายละเอียดตอนจบที่ต่างกัน บางต้นฉบับเซเฮราซาดขอให้พระราชาให้อภัย ซึงบางต้นนั้นระบุว่าราชาชาห์เรยาร์ดได้มองไปยังลูกๆของพวกเขาทั้งสองจึงตัดสินใจไม่ประหารเชเฮราซาดและบางต้นฉบับนั้นได้เขียนว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้ราชาชาห์เรยาร์ดเปลี่ยนใจ โดยทั้งหมดนั้นลงเอยด้วยการที่พระราชาให้อภัยเชเฮราซาดและไว้ชีวิตนาง
     บางที่ได้ว่ากันว่านิทานเรื่องนี้นั้นแต่งขึ้นมาโดนอ้างอิงจากเรื่องจริง โดยผู้แต่เรื่องนี้นั้นได้สร้างนครและตัวละครสมมุติขึ้นมาโดยไม่ได้มีการระบุไว้ว่า เมืองที่อยู่ในนิทานเรื่องนี้นั้นแท้จริงแล้วคือเมืองใดและยุคสมัยของพระราชาองค์ใด

     ความกล้าหาญของสตรีเพียงคนเดียวนั้นทำให้สตรีมากมายได้รับการช่วยเหลือไว้ แม้ว่าเรื่องนี้เราจะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่นิทานก็นับว่าเธอเป็นวีรสตรีในรูปแบบหนึ่ง ตัวเธอและเรื่องราวของเธอนั้นปัจจุบันถูกตีพิมพ์เป็นนิยาย ภาพยนต์หรือแม้กระทั่งใช้เป็นแรงดลบันดาลใจของนักเขียนในยุคปัจจุบัน

เรียบเรียงโดย SaltAdmin
ขอบคุณบทความก่อนการเรียบเรียงจากpublicpostonline.netและคุณโกมุทอัญมณีแห่งสายน้ำจากbloggang.com

รีวิวเซอร์แวนท์ แคสเตอร์แห่งปราสาทไร้ราตรี Scheherazade(เชเฮราซาด)


รีวิวเซอร์แวนท์ แคสเตอร์แห่งปราสาทไร้ราตรี Scheherazade(เชเฮราซาด)
-------------------------------
-ทดสอบการใช้งาน เชเฮราซาด แคสเตอร์สายกำจัดราชา
https://www.youtube.com/watch?v=T9jdn_qefxA
-รีวิว เชเฮราซาด
https://www.youtube.com/watch?v=vhOxd6TDCog
ตำนานเกี่ยวกับเธอ
https://bolgofsalt.blogspot.com/2019/06/blog-post_21.html
-------------------------------
ATK 9,212(LV.90) 10,084(LV.100)
HP 15,846(LV90) 17,360(LV.100)
ไม่รวม โฟคุง 1000-2000 หน่วย
Attributes: MAN 
ทำดาเมจ กับAttributes SKY(+10%) 
ทำดาเมจ กับAttributes EARTH(-10%)
Voice Actor: Inoue Kikuko
Illustrator: Namaniku ATK (Nitroplus)
Traits: Female, Humanoid, Servant, Weak to Enuma Elish
--------------------------------
อัตราการสร้างดาว 10.8%
อัตราการดูดดาว 52
NP Charge ATK: 0.51%
NP Charge DEF: 3%
Command QAAAB(Q4 A3 B4 EX4 hit)
--------------------------------
++สกิลติดตัว++
Territory Creation A
  • เพิ่มประสิทธิภาพ ART CARD 11.5%
--------------------------------
++สกิลใช้งาน++
-----------
สกิลที่ 1 -----------
Storyteller EX
เป้าหมาย: ตนเอง/ศัตรู1เป้าหมาย
คูลดาว์น [min]8-[max]6 Turn
  • ลดเกจศัตรู1ขีดด้วยอัตรา [min]80%-[max]100%
  • เพิ่มประสิทธิภาพ ART CARD [min]10%-[max]30% 1 Turn
-----------
สกิลที่ 2 -----------
Bedchambers of Survival A+
เป้าหมาย: ตนเอง/ศัตรูทั้งหมด
คูลดาว์น [min]8-[max]6 Turn
  • ศัตรูเพศชายทั้งหมด "หลงเสน่ห์" ด้วยอัตรา [min]30%-[max]60% 1 Turn
  • เพิ่มพลังป้องกัน [min]20%-[max]40% 2 Turn
-----------
สกิลที่ 3 -----------
Counter-Hero A
เป้าหมาย: ตนเอง/ศัตรู1ตัว
คูลดาว์น [min]8-[max]6 Turn
  • ได้รับสถานะ "กัชช์"1 ครั้ง/5 เทิร์น ฟื้นขึ้นมาด้วยเลือด [min]1000-[max]3000 หน่วย
  • ลดพลังโจมตีของศัตรูประเภท "ราชา" ด้วยอัตรา [min]30-[max]50% 1 Turn
---------------------------------------
หลังผ่านเควสเสริมความแกร่ง
---------------------------------------
Counter-Hero (Speech) EX
เป้าหมาย: ทั้งทีม/ศัตรู1ตัว
คูลดาว์น [min]8-[max]6 Turn
  • ตนเองได้รับได้รับสถานะ "กัชช์" 1 ครั้ง/5 เทิร์น ฟื้นขึ้นมาด้วยเลือด [min]1000-[max]3000 หน่วย
  • เพื่อนร่วมทีมได้รับได้รับสถานะ "กัชช์" 1 ครั้ง/2 เทิร์น ฟื้นขึ้นมาด้วยเลือด 500 หน่วย
  • ลดพลังโจมตีของศัตรูประเภท "ราชา" ด้วยอัตรา [min]30-[max]50% 1 Turn
--------------------------------
NP [Alf Layla wa-Layla](ART)(ศัตรูทั้งหมด) 5 hit
  • เพิ่มความเสียหายของโฮกุ 20% เกิดก่อนโจมตีด้วยโฮกุ
  • สร้างความเสียหายกับศัตรู 450-750% ตามเลเวลโฮกุ
ผลOC
  • สร้างความเสียหายเพิ่มเติมกับศัตรูประเภท ราชา/ราชินี ด้วยอัตรา
  • 200/225/250/275/300 ตามผล OC 1/2/3/4/5
---------------------------------------------
หลังผ่านเควสเสริมความแข็งแกร่ง
---------------------------------------------
NP [Alf Layla wa-Layla](ART)(ศัตรูทั้งหมด) 5 hit
  • เพิ่มความเสียหายของโฮกุ 20% เกิดก่อนโจมตีด้วยโฮกุ
  • สร้างความเสียหายกับศัตรู 600-900% ตามเลเวลโฮกุ
  • มีโอกาส 500% ที่จะลดอัตราการต้านทานดีบัพ 50% 1 ครั้ง
ผลOC
  • สร้างความเสียหายเพิ่มเติมกับศัตรูประเภท ราชา/ราชินี ด้วยอัตรา
  • 200/225/250/275/300 ตามผล OC 1/2/3/4/5
--------------------------------------
++ด้านสกิล++ 
สกิลแรก 
สกิลแรกของเชเฮราซาดจะเป็นสกิลที่ใช้ลดเกจพร้อมๆกับเพิ่มประสิทธิภาพของอาร์ทการ์ดเป็นระยะเวลา 1 เทิร์น ด้านโอกาสการลดเกจถือว่าดี แต่บางครั้งก็ทำให้เวลาใช้รู้สึกแปลกเช่นกัน ตัวอย่างเช่น อยากโจมตีด้วยโฮกุ แต่เกจของศัตรูยังหลอดว่างอยู่ หรือ อยากลดเกจแต่ตอนนั้นไม่พร้อมจะใช้โฮกุเป็นต้น
สกิลสอง
สกิลชาร์มที่เล็งเป้าหมายไปที่เพศชายฝั่งตรงข้ามทั้งหมด ข้อดีของสกิลนี้คือมีเป้าหมายทั้งหมด ส่วนข้อเสียก็คือสกิลนี้นั้นถึงแม้จะอัพมาเต็มก็ยังหวังผลได้ลำบาก เพราะโอกาสติดสูงกว่าครึ่งนึงแค่นิดเดียวและหากอีกฝ่ายมีต้านทานสูงๆก็แทบจะหมดหวังเลยทีเดียว ผลอีกอย่างนึงคือเพิ่มพลังป้องกันนั้น อันนี้ได้ใช้งานแน่นอน แถมเพิ่มพลังป้องกันให้สูงอีกด้วย ข้อเสียคือ มันอยู่แค่ 2 เทิร์นเท่านั้น
สกิลสุดท้าย
สกิล3นี้คือ สกิลกัซซ์ที่มีผลพ่วงในการลดพลังโจมตีศัตรูประเภทราชา ซึ่งลดให้เยอะอยู่แต่ผลลดพลังโจมตีนี้เป็นผลแค่เป้าหมายเดียวเท่านั้นนะครับ ด้านผลกัซซ์นั้นให้กลางๆเพราะหลังๆถ้าไม่ฟื้นขึ้นมาด้วยเลือดครึ่งหลอดก็โดนตบเดี้ยงได้ง่ายๆอยู่แล้ว แต่ว่าสกิลนี้มีการอัพเกรด และเมื่อัพเกรดแล้วจะทำให้เพื่อนร่วมทีมได้รับผลกัซซ์ไปด้วยซึ่งผลอันนี้นั้นจะทำให้เพื่อนร่วมทีมฟื้นขึ้นมาด้วยเลือด 500 เท่านั้นนะครับ แต่ถึงจะอันตรายแต่ก็มีโอกาสให้ใช้ประโยชน์อยู่ดีน่ะแหละ อันนี้เลยเป็นสกิลที่หลังปรับแล้วดีขึ้นมากเลยครับ
------------------------------------
++ปิดที่ NP ++
------------------------------------
โฮกุของเชเฮราซาดเป็นโฮกุที่มีความรุนแรงพอสมควรแต่โฮกุนี้จะมีความแรงเพิ่มขึ้นมหาโหดทันทีเมื่อเป้าหมายคือศตรูประเภทราชา/ราชินี ซึ่งไอ้การเพิ่มความแรงจากผลนี้เริ่มต้นก็ 2 เท่าแล้วแถมยังเพิ่มแรงอีก 25% ต่อOC 1เลเวล แม้ว่าโฮกุนี้จะไม่ได้แรงเวอร์ตั้งแต่ต้นก็ตามแต่ด้วยความที่ศัตรูที่เป็นราชาในเกมนี้นั้นมีไม่น้อยเป้าหมายจึงถือว่าเยอะพอสมควรอยู่ ซึ่งหลังจากผ่านเควสเสริมความแข็งแกร่งแล้วเราจะได้ความแรงเพิ่มขึ้นอีกพอสมควร และยังได้ผลลดต้านทานดีบัพศัตรูถึง 3เทิร์นอีกด้วย แต่!!มันติดแค่ครั้งเดียวนะ ซึ่งหากถามว่าเอามาใช้กับตัวเองยังไงนั้นก็บอกเลยว่าเอามาใช้กับสกิล2ของเธอเพื่อชาร์มศัตรูทั้งหมดนั่นแหละครับ
------------------------------------
เชเฮราซาดเป็นเซอร์แวนท์ที่มีการปรับปรุงให้ดีหลังจากที่ออกมา ซึ่งแรกๆที่ออกมานั้นใช้งานได้แย่มากๆ แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นเป็นตัวที่ดีตัวหนึ่งเพราะถึงแม้จะไม่ได้ยิงแรงมากมายอะไรแต่ก็มีสกิลที่ช่วยคุ้มครองเพื่อนร่วมทีมได้ในระดับหนึ่ง แต่หากเป้าหมายเป็นราชาล่ะก็ดาเมจของเธอจะกระโดดไปสูงจนแม้แต่เซอร์แวนท์เป้าเดี่ยวตกกระป๋องทีเดียว นับว่าเป็นเซอร์แวนท์ที่ดีตัวนึงแม้จะไม่มีสกิลแบบตัวเมต้าหรือมักง่ายก็ตามที
------------------------------------
ข้อดี
  • โฮกุเมื่อโจมตีศัตรูที่เป็นราชาจะแรงมาก
  • สามารถลดพลังโจมตีของศัตรูที่เป็นราชาได้สูงมาก
  • มีสกิลที่ชาร์มศัตรูได้ทั้งหมด
  • มีสกิลที่เสริมพลังป้องกันได้สูง
  • มีสกิลเอาตัวรอดให้ตัวเองและให้ทีม
  • สามารถตัดเกจศัตรูได้
  • โฮกุสามารถลดการต้านทานดีบัพเพื่อนำมาคอมโบกับสกิลหรือโฮกุอื่นได้
-------------------------------
ข้อเสีย
  • โฮกุโจมตีศัตรูที่ไม่ใช่ราชาแล้วเบาจนใจหาย
  • มีเงื่อนไขการลดพลังโจมตีศัตรู
  • ผลชาร์มหมู่โอกาสติดน้อย
  • ผลชาร์มมีเงื่อนไขว่าอีกฝ่ายต้องเป็นเพศชาย
  • คูลดาว์นนานเกือบทุกสกิล
---------------------------
CE ที่น่าสนใจสวมใส่
Heaven's Feel
>>[NP DMG +40%]
>>[NP DMG +50%(แบบปลด)]
The Black Grail
>>[NP DMG +60%]
>>[NP DMG +80%(แบบปลด)]
ข้อเสีย เสียเลือด 500 ทุกเทิร์น
Art of Death(โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นราชาก็เป็นมนุษย์อยู่แล้วล่ะ)
>>[ตีประเภทมนุษย์ 25%]
>>[ตีประเภทมนุษย์ 30% (แบบปลด)]
Dive to Blue
>>[ART +8%/NP Dmg +8%/Start NP 30]
>>[ART +10%/NP Dmg +10%/Start NP 50(แบบปลด)]
Royal Icing
>>[ART +10%/NP Dmg +20%]
>>[ART +15%/NP Dmg +25%(แบบปลด)]
========
กลุ่มสิ้นคิด
========
Formalcraft
>>[ART +25%]
>>[ ART +30% (แบบปลด)]
--------------------------------
เซอร์แวนท์ซัพพอร์ท
================
สายไม่ฟรีหรือยืมเพื่อน
================
ทามาโมะ โนะมาเอะ
>สกิล1และ3สำคัญ]
>>[โฮกุ ฮีล/ให้เกจ/ลดคูลดาว์น]
เวเวอร์
>>[เน้นเรื่องATK DEFก็พอหลักคือการชาร์จเกจ]

=====
สายฟรี
=====
ฮานส์(ควรผ่านเควสเสริมด้วย)
>>[เฉพาะสกิล1และ3ที่มีความสำคัญกับสายคริอย่างมาก(สกิล3 ช่วยรีเกจด้วย)]
>>[โฮกุฮีลได้ เสริมค่าสเตตัสได้ดี(แต่สุ่ม)]
โมสาร์ท
>>[เฉพาะสกิล1และ3ที่มีความสำคัญ]
พาราเรซัส(หลังจากมีเควสเสริมความแข็งแกร่งจะเป็นตัวซัพARTที่ดีมาก)
>>[เฉพาะสกิล2และ3ที่มีความสำคัญ]
=================
สนใจรีวิวตัวอื่นๆเชิญได้ที่

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562

อการ์ตาดินแดนของผู้ทรงศีลและภูมิปัญญา


     ในเกมFATE/GOนั้นจะมีเนื้อเรื่องบทหนึ่งที่มีชื่อบทว่าAgarthaแต่เพื่อนๆจะทราบไหมว่าคำๆนี้มีความหมายอะไรและมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ วันนี้ผมจะขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ อการ์ตา(Agartha)นครใต้พิภพในตำนานเอง โดยเหมือนเดิมนะครับส่วนนี้นั้นเป็นเรื่องราวในตำนานของอการ์ตาที่อธิบายไว้ในตำนานต่างๆซึ่งผมไม่ได้อ้างอิงจากในเกมแต่อย่างใด
     โลกเรานั้นมีเรื่องราวตำนานหลายอย่างที่เป็นปริศนาซ่อนอยูมากมายเรื่องราวประหลาดหลายอย่างนั้นถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกหรือความเชื่อเหล่านี้ก็มักจะเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์ค้นหาสิ่งเหล่านั้นว่ามีจริงอยู่บนโลกแห่งนี้หรือไม่และเรื่องราวหนึ่งที่อยู่ในความเชื่อครั้งโบราณกาลนั่นก็คือ นครใต้พิภพอการ์ตา(Agartha)นั่นเอง
     เรื่องราวนี้นั้นถูกอธิบายจากทฤษฎีของชายผู้หนึ่งในปีราวๆศตวรรษที่19 เขาคนนี้คืออเล็กซานเดอร์ เซนต์-อีฟส์(Alexandre Saint-Yves หากผู้ใดทราบว่าอ่านผิดแจ้งผมทีนะครับ ซึ่งชายคนนี้เป็นคนฝรั่งเศสนะครับ)เขาคนนี้เป็นนักวิชาการผู้สนใจในศาสตร์ลึกลับโดบเขาได้ออกมาเผยทฤษฎีหนึ่งของเขาซึ่งน่าสนใจและล้ำยุคมากในยุคนั้น โดยมีการอธิบายทฤษฎีว่าแท้จริงแล้วโลกของเรานั้นกลวงและภายในโลกของเรายังมีดินแดนที่เรียกว่าอการ์ตา(Agartha)ซึ่งดินแดนแห่งนี้นั้นเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ทรงปัญญาและมีศีลธรรม โดยดินแดนอการ์ตานั้นจะเชื่อมโยงกับดินแดนแชมบาลา(Shambhala) ตามความเชื่อของชาวพุทธในทิเบตซึ่งกล่าวถึงนครใต้พิภพอีกด้วย ซึ่งตามตำนานเหล่านี้นั้นก็ได้อธิบายไว้ว่า ดินแดนใต้พิภพนี้นั้นจะมีประตูที่เชื่อต่อกับโลกเบื้องยนที่พวกเราอาศัยอยู่ซึ่งประตูเหล่านี้นั้นอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งของโลกโดยที่มนุษย์ธรรมดาจะไม่สามารถหามันได้พบและในความเชื่อของบางท้องถิ่นนั้นจะกล่าวว่าผู้ที่จะผ่านเข้าไปยังประตูเหล่านี้ได้จะต้องมีคุณงามความดีหรือไม่ก็จำเป็นต้องมีผู้นำทางเท่านั้น
     เรื่องราวของนครใต้พิภพนั้นมักจะถูกกล่าวไว้ในหลากหลายประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชีย โดยส่วนใหญ่นั้นมีความเชื่อกันว่า ดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ทรงปัญญาและศีลธรรม ดินแดนแห่งนี้นั้นมีการปกครองคล้ายคลึงกับโลกเบื้องบนกล่าวคืออาณาจักรใต้ดินเองก็มีผู้ทำหน้าที่ปกครองอยู่เช่นนั้น นครใต้พิภพนั้นจะมีเมืองที่เต็มไปด้วยประชาชนอาศัยอยู่ พวกเขามีแสงสว่างซึ่งได้มาจากดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่าง ณ ใจกลางโลก ซึ่งความเชื่อเรื่องประตูทางเข้าของแดนใต้พิภพนี้หากเป็นในประเทศไทยนั้นจะมีการกล่าวถึงเรื่องราวตำนานนครใต้ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค โดยพื้นที่ซึ่งมีการกล่าวถึงว่ามีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกบนดินนั้นคือป่าคำชะโนด ซึ่งสามารถค้นหาได้จากตำนานลี้ลับพื้นบ้านที่พูดถึงเรื่อง‘ผีจ้างหนังที่ป่าคำชะโนด’ซึ่งคนในพื้นที่หลายคนเชื่อว่าป่าแห่งนี้คือประตูสู่ดินแดนใต้ดินที่พญานาคอาศัยอยู่ 


ที่มารูปภาพ SpokeDark.TV

     อย่างไรก็ตามนั้น นอกเหนือจากความเชื่อเรื่องดินแดนใต้พิภพที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาแล้วก็มีผู้ตั้งทฤษฎีมากมายที่เกี่ยวกับโลกใต้พิภพโดยมีการอธิบายว่า มีความเป็นไปได้ที่โลกของเราจะกลวงและอาจมีดินแดนใต้ดินหลบซ่อนอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งใต้พื้นผิวโลกซึ่งอาจจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคก่อนซึ่งเคยอพยพไปอยู่ใต้ดิน หรือบางทฤษฎีที่คิดว่ามีเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างดาวอยู่ใต้ดินโดยอาศัยอยู่ใต้พื้นผิวใต้พื้นพิภพโดยฐานทัพเพื่อการทดลองบางอย่างซึ่งทฤษฎีเหล่านี้เรายังไม่มีความสามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมดซึ่งอาจจะเป็นความจริงหรือไม่ก็เป็นได้ เพราะแม้กระทั่งโลกที่เราอาศัยอยู่มาหลายล้านปีนั้นมนุษย์เองก็มีความรู้เกี่ยวกับมันน้อยมาก
     อย่างไรก็ตามไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่เรื่องราวของดินแดนใต้พิภพนั้นถูกมาใช้เป็นแรงดลบันดาลใจสำหรับนักแต่งนิยาย ผู้สร้างเกมหรือผู้สร้างภาพยนต์อยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

เรียบเรียงโดย Salt Admin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก SpokeDark.TV

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Lakshmibai มหาราชินีแห่งจันษีโจนออฟอาร์กแห่งอินเดีย


     กลับมาอีกครั้งกับบทความเกี่ยวกับเซอร์แวนท์อีกครั้งนะครับ ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของ พระนางลักษมี ไบมหาราชินีแห่งจันษี ผู้ถูกขนานนามให้ว่าโจนออฟอาร์กแห่งอินเดียกัน และเช่นเคย บทความนี้ของผมนั้นเรียบเรียงมาจากแหล่งอื่นอีกที ดังนั้นจึงขอขอบคุณต้นทางที่แปลเรื่องนี้ให้ผมเรียบเรียงได้ง่ายๆนะครับ

     อนึ่งผมจะเล่าเกี่ยวกับตัวท่านที่ปราฏในประวัติศาสตร์เท่านั้นนะครับ ดังนั้นเรื่องราวนี้จะไม่เกี่ยวข้องกัยเกมFATE/GO

     ในอดีตที่ผ่านมานั้นการกระทำต่างๆของมนุษย์ทั้งดีและร้ายย่อมถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย เรื่องราวบางอย่างถูกจดบันทึกไว้ เรื่องราวบางอย่างถูกลืมเลือน เรื่งราวที่จะพูดถึงในวันนี้คือเรื่องราวที่อยู่ในประวัติศาตร์หน้าหนึ่งเลยทีเดียว และเรื่องราวนี้เองก็สร้างวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งขึ้นมา นั่นคือคือ พระนางลักษมี ไบมหาราชินีแห่งจันษี

     พระนางลักษมีไบ(Lakshmibai) เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ด้านปีที่ประสูตินั้นมิได้มีการบันทึกเอาไว้ แม้ว่าพระองค์จะเกิดมาในฐานะสตรีเพศแต่ด้วยความที่พระองค์เติบโตมาในราชสำนักที่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ทำให้ทรงเรียนรู้ทักษะอย่างการฟันดาบและขี่ม้ามาตั้งแต่เด็กเฉกเช่นชายชาตรี และเมื่อถึงวัยอันควรพระนางก็อภิเษกสมรสกับ กันกาธาร์ เรา (Ghangadhar Rao) มหาราชาแห่งจันษี(Jhansi) ทั้งคู่นั้นมิได้รัชทายาทสืบสายเลือดไว้แต่ทั้งคู่ก็ได้รับราชบุตรบุญธรรมไว้เพื่อให้สืบทอดบัลลังก์ไว้ในภายภาคหน้า ซึ่งภายหลังมหาราชากันกาธาร์ เราก็ได้สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

     ด้วยความที่แผ่นดินเกิดของท่านนี้อยู่ในยุคล่าอาณานิคม อินเดียเองก็ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ทราบดีแต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนกับเรื่องนี้เท่านั้น ทว่าการประกาศรัชทายาทนั้น ลอร์ดดาลฮูซี (Lord Dalhousie) ข้าหลวงใหญ่แห่งอังกฤษประจำอินเดียซึ่งทำหน้าที่ผู้คุมกฎแห่งอนุทวีปอินเดียในราวๆปี 1848  ไม่เห็นด้วย และประกาศไม่รับรองการรับบุญธรรมของพระองค์เพื่อเป็นรัชทายาท ก่อนจะประกาศว่าจะผนวกเอาดินแดนแห่งจันษีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิทันที

     การประกาศของลอร์ดดาลฮูซีทำให้ราชินีแห่งจันษีหมดความอดทนพระองค์จะไม่ยอมให้เสื่อมเสียพระเกียรติของพระราชวงค์มากไปกว่านี้และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมเสียอาณาจักรของพระองค์ให้กับอังกฤษ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการนองเลือดในทันที หลังการก่อกบฏในปี 1857 ที่เมืองมีรุต (Meerut) พระองค์ประกาศตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งจันษีใช้อำนาจในการปกครองแทนองค์มหาราชา (ราชบุตรบุญธรรมซึ่งยังคงเป็นผู้เยาว์) ก่อนจัดการเตรียมกำลังรบของตนให้พร้อมรบ พระองค์ยังได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกองกำลังกบฏในภูมิภาคตอนกลางของอินเดีย โดยมีกำลังกบฏในพื้นที่ใกล้เคียงคอยให้การสนับสนุน

     แม้ว่าพระองค์จะต่อต้านกองทัพจักรวรรดิอังกฤษอย่างสุดกำลังแต่ด้วยความต่างทั้งกำลังและยุทโธปกรณ์ก็ทำให้พระองค์ต้องถอยร่นมาเรื่อยๆ ด้านกองกำลังของอังกฤษเองก็ค่อยๆจัดการกับกองกำลังกบฏในพื้นที่ต่างๆไปทีละแห่งและรุกคืบเข้าหานครจันษี จนกระทั่งเดือนมีนาคมปี 1858 กองทัพแห่งจักรวรรดิอังกฤษก็ล้อมเมืองจันษีเอาไว้ได้

     แต่แม้จะถูกล้อมไว้เช่นนั้นราชินีแห่งจันษีก็ไม่ยอมแพ้ พระองค์กับองครักษ์กองเล็กๆ ได้ลอบหนีออกจากเมือง เพื่อไปสมทบกับกองกำลังกบฏกลุ่มอื่นๆ โดยยอมปล่อยให้จักรวรรดิอังกฤษบุกในเมืองจันษี และท้ายสุดพระองค์ก็ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่ากลุ่มต่อต้านจนวาระสุดท้ายของพระองค์เอง ว่ากันว่าในการออกรบครั้งสุดท้ายมหาราชินีแห่งจันษีท่านได้แต่งกายอย่างเยี่ยงนักรบชายชาตรีออกต่อกรกับกองทัพของนายพลฮิวจ์ โรส(Hugh Rose)ของอังกฤษ ก่อนถูกสังหารกลางสมรภูมิดังเช่นวีรบุรุษ

     แม้ว่าการกระทำของพระองค์จะไม่ประสบความสำเร็จดังที่พระองค์ปรารถนา แต่วีรกรรมของมหาราชินีแห่งจันษีผู้นี้นั้นก็ได้รับการยกย่องจากชาวอินเดียว่าพระองค์เป็นวีรสตรีของชาวอินเดียผู้หาญกล้าต่อกรกับกองทัพจักรวรรดินิยมจวบจนปัจจุบัน ในฐานะมหาราชินีผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกป้องแผ่นดินเกิดจนวาระสุดท้าย ชาวอินเดียนั้นมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่ออุทิศให้กับพระองค์อยู่หลายแห่ง

     สำหรับเพื่อนๆที่อยากเปิดมุมมองอื่นๆที่ไม่ได้มาจากการเล่าของผมนั้นก็สามารถไติดตามในภาพยนต์อินเดียได้ ซึ่งชื่อเรื่องก็คือ "Manikarnika - The Queen Of Jhansi" ได้นะครับ

เรียบเรียงโดย Salt Admin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก silpa-mag.com


วิลเลี่ยม เทลวีรบุรุษแห่งสวิสเซอร์แลนด์



     ในอดีตกาลนั้นประเทศต่างๆมีตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษอยู่อย่างมากมาย วันนี้ผมขอมาเล่าเกี่ยวกับประวัติของชายผู้หนึ่งซึ่งมีตัวตนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษ พรานป่าผู้พลิกชีวิตมาเป็นวีรบุรุษ วิลเลี่ยม เทลวีรบุรุษแห่งสวิสเซอร์แลนด์ ชายผู้ที่หาญกล้าต่อกรกับทรราชย์โดยไม่หวั่นเกรง และเป็นชายที่ถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษคู่บ้านคู่เมืองของสวิสเซอร์แลนด์นั่นเอง

     ในอดีต ราวๆ 600 ปีก่อน จักรวรรดิออสเตรียได้เป็นจักรวรรดิที่ทรงอำนาจอยู่ ณ เวลานั้น พวดเขาได้ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งดินแดนสวิสเซอร์แลนด์ด้วย และเมื่อยึดครองดินแดนแห่งนี้ได้แล้ว ออสเตรียได้ส่งข้าหลวงใหญ่"เกสเลอร์"มาปกครอง  เจ้าข้าหลวงเกสเลอร์คนนี้เป็นคนที่โหดอำมหิต เขามักจะปราบปรามผู้ต่อต้านด้วยความโหดร้าย เพื่อกดหัวมิให้ชาวสวิสทั้งหลายลุกขึ้นต่อต้าน วันหนึ่งเจ้าตัวคิดอะไรพิเรนทร์ขึ้นมาก็เลยสั่งกับทหารไป ว่าให้ปักเสาต้นหนึ่ง ณ จตุรัสกลางเมืองอัลดอร์ฟและแขวนหมวกของตนเอาไว้ หากใครเดินผ่านแล้วไม่ทำความเคารพหมกใบนี้ก่อนจะถูกลงโทษขั้นรุนแรง จากนั้นเกสเลอร์ได้จัดทหารจำนวนหนึ่งซุ่มคอยจับผู้ฝ่าฝืนไปลงโทษ

     เวลานั้น วิลเลียม เทล เป็นนายพรานมือฉมังของเมืแงและเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้หน้าไม้ยิ่งกว่าผู้ใดอีกด้วย และวันหนึ่งวิลเลียม เทลและบุตรชายของเขา"วิลเลียม วอลเตอร์"ก็ได้เดินทางมาทำธุระในเมืองนั้น ครั้นเมื่อผ่านหมวกใบดังกล่าววิลเลียม แทลก็ไม่ทันสังเกตเห็นจึงไม่ได้ทำความเคารพ ดังนั้นเขาจึงถูกทหารของเกสเลอร์จับตัวไว้

     เกสเลอร์เคยได้ยินชื่อเสียงของวิลเลียม แทล มาก่อน จึงอยากทดสอบฝีมือของเขา ดังนั้นจึงคิดแผนโฉดชั่วขึ้นมา โดยให้ทหารไปนำตัววอลเตอร์บุตรชายของวิลเลียม เทลมาและบอกกับพรานป่าผู้มีฝีมือว่า “ข้าได้ยินว่า เจ้ามีฝีมือในทางยิงหน้าไม้ยิ่งนัก จึงใคร่เห็นฝีมือว่าจะเก่งจริงดังคำลือหรือไม่ ข้าจะเอาผลแอปเปิ้ลวางบนศีรษะของบุตรชายของเจ้า และเจ้าจงยิงหน้าไม้ไปยังผลแอปเปิ้ลนั้นในระยะร้อยก้าว หากเจ้ายิงพลาด ข้าจะฆ่าเจ้าและบุตรของเจ้าเสีย”

     วิลเลียม เทลโกรธแค้นในความอำมหิตของเกสเลอร์แต่ตัวเขาในเวลานี้ไม่อาจทำอะไรได้ และแม้ว่าเขาจะมีฝีมือในทางยิงหน้าไม้มากเพียงใด แต่คราวนี้เป้าหมายวางอยู่บนศีรษะของบุตรชายของเขาเอง เขานั้นก็อดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ เพราะหากพลาดก็หมายความว่าเขาต้องฆ่าลูกชายของเขาด้วยมือของตัวเอง แต่หากไม่ทำทั้งเขาและลูกก็คงไม่รอดพ้นเงื้อมมมือของเกสเลอร์ไปได้แน่ๆ ซึ่งขณะที่เทลกำลังลังเลอยู่นั้น ลูกชายของเขาได้ให้กำลังใจแก่เขา ดังนั้นเขาจึงยิงหน้าไม้ไปที่แอปเปิ้ลโดยไม่ลังเล ดังปาฎิหาร์ย ลูกดอกจากหน้าไม้ของเขาเสียบทะลุผลแอปเปิ้ล โดยไม่ทำอันตรายลูกชายของเขาแม้แต่น้อย

     ฝูงชนที่มุงดู ต่างโห่ร้องยินดี ข้างเกสเลอร์เองก็อดตื่นเต้นไม่ได้กับฝีมืออันยอดเยี่ยมของแทล ทว่าเกสเลอร์ได้สังเกตเห็นว่า วิลเลียม แทล ยังมีลูกดอกเก็บไว้อีกดอกหนึ่ง จึงถามกับเขา ว่าทำไมจึงเก็ลูกดอกไว้อีกครั้ง ซึ่งเทลก็ได้บอกกลับไปว่า เขาเตรียมลูกดอกลูกนี้ไว้ หากยิงพลาดก็สาบานไว้ว่าจะใช้ลูกดอกดอกนี้ยิงเสียทะลุหัวใจที่ต่ำทรามของเกสเลอร์

     นั่นเป็นเหตุให้เกสเลอร์โกรธมาก จึงสั่งจับเทลไปขังไว้ในคุกใต้ดินซึ่งตั้งอยู่อีกเมืองหนึ่ง โดยนำตัวเขาลงเรือเล็กล่องข้ามทะเลสาปไปยังปราสาทที่คุมขังด้วยตนเอง แต่เหมือนโชคเข้าข้าง ในขณะที่เรือกำลังข้ามทะลสาปอยู่นั้น ได้เกิดพายุพัดจนมองไม่เห็นฝั่ง พวกทหารออสเตรียนั้นกลัวว่าเรือจะจม ซึ่งเทลจึงบอกให้พวกนั้นแก้มัดเขาแล้วเขาจะช่วยให้พวกนั้นไปถึงฝั่งได้ ซึ่งนั่นก็เป็นอุบายของเทล เพราะเมื่อเรือเข้าใกล้แล้วเทลก็กระโดดลงน้ำและว่ายขึ้นฝั่งในทันที ปล่อยให้เรือที่มีทหารออสเตรียกับข้าหลวงชั่วลอยคว้างกลางพายุกันต่อไป

     แต่แม้จะประสบเคราะห์เช่นนั้นเกสเลอร์ก็ดวงไม่ถึงฆาต ซึ่งเมื่อวิลเลียม เทลทราบเรื่อง เขาก็ตัดสินใจว่า"จะไม่ปล่อยให้คนชั่วได้มีโอกาสกดขี่พี่น้องร่วมแผ่นดินของเขาต่อไป" เขาจึงไปดักซุ่มรอยังจุดที่เกสเลอร์กับพวกจะเดินทางผ่าน และเมื่อข้าหลวงใหญ่ขี่ม้าผ่านมาโดยขาดการระวังตัว หน้าไม้ของแทลก็ลั่นไกส่งลูกดอกเสียบทะลุหัวใจ ทำให้แกสเลอร์ร่วงลงจากหลังม้าสิ้นชีพในทันที จากนั้น วิลเลียม แทล ก็กลายเป็นหัวหน้าผู้กล้าชาวสวิสต่อต้านออสเตรียจนในที่สุด ก็สามารถรวบรวมกำลังคนขับไล่กองทัพออสเตรียออกไปจากสวิสเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ และวีรกรรมของเขาเป็นที่เล่าขานจนถึงปัจจุบัน

     และในช่วงบั้นปลายชีวิต หลังจากปลดปล่อยบ้านเกิดเมืองนอนให้มีเสรีภาพได้แล้ว วิลเลียม แทล ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จนมาวันหนึ่ง เขาได้เดินผ่านไปยังริมแม่น้ำและเห็นเด็กชายคนหนึ่งพลัดตกน้ำ จึงได้ลงไปช่วย ทว่าแม้เขาจะช่วยเด็กชายให้รอดชีวิตได้ แต่ตัวของวิลเลียม แทล เองกลับถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดจมหายไป

     แม้ว่าตัวเขาจะตายจากโลกใบนี้ไปแล้วชื่อของเขาก็ยังเป็นชื่อที่เพื่อร่วมชาติของเขาเคารพยกย่อง เป็นวีรบุรุษที่ปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติจากการกดขี่ของจักรวรรดิออสเตรีย วีรกรรมของเขายังเป็นที่สดุดีของชาวสวิสเซอร์แลนด์จวบจนปัจจุบัน ในฐานะวีรบุรุษและลูกผู้ชายผู้หาญกล้า

เรียบเรียงโดย SALT ADMIN
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก www.komkid.com

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

คดีล่าแม่มดแห่งซาเลม ความอัปยศจากความอยุติธรรม


     มนุษย์นั้นมีความผูกพันธ์กับเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยาวนาน เรื่องลี้ลับบางอย่างที่เราไม่สามารถอธิบายได้นั้นเราก็มักจะคิดว่ามันเกิดจากพลังเหนือธรรมชาติ วันนี้แอดมินจะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่สามารถอธิบายได้และนำมาซึ่งความเสียหายอย่างร้ายแรง รวมทั้งสร้างหน้าประวัติศาสตร์สุดอัปยศขึ้นมาอีกด้วย นั่นก็คือ การล่าแม่มด
     หากพูดถึงการล่าแม่มดที่มีชื่อเสียงที่สุดในอดีต เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ "คดีล่าแม่มดแห่งซาเลม"กันมาก่อนก็เป็นได้  คดีล่าแม่มดแห่งซาเลมคือคดีล่าแม่มดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนปี 1692 ถึง เดือนพฤษภาคมปี 1693 ที่หมู่บ้านซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา โดยมีการกล่าวหาเด็กๆ  ในหมู่บ้านว่าพวกเธอถูกสิงโดยปีศาจ โดยมีเหล่าผู้หญิงในหมู่บ้านนั้นเป็นจำเลยที่ถูกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั่นเอง 
     จุดเริ่มต้นของคดีอัยศนี้มาจากการที่ เด็กหญิงสองคนในหมู่บ้าน "อบิเกล วิลเลียม" และ "อลิซาเบธ แพร์ริส" เริ่มแสดงอาการประหลาดอย่างการกรีดร้องโวยวาย และบิดไปมาอย่างรุนแรงน่าหวาดกลัว ซึ่งหลังจากนั้นอาการเหล่านี้ก็ลามไปในหมู่เด็กสาวในหมู่บ้านทีละคน ซึ่งสมัยนั้นคนอเมริกาก็ยังมีความเชื่อกับสิ่งลี้ลับอยู่เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงปักใจเชื่อทันทีว่าในหมู่คนในหมู่บ้านมีแม่มดแฝงตัวอยู่
     ซึ่งเรื่องราวนี้จะไม่บานปลายหากบาทหลวงที่เข้ามาในหมู่บ้านไม่ประกาศว่าอาการของเด็กๆ นั้นเป็นการกระทำของแม่มด จนทำให้เกิดการกล่าวหาคนในหมู่บ้านทั้งโดยบาทหลวง ซึ่งความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจนี้ได้สร้างความหวาดระแวงให้กับคนในหมู่บ้านซึ่งเป็นเหตุให้คนในหมู่บ้านกว่า 60 คนโดนจับขังในทันที
     การพิจารณาคดีและพิพากษาเริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น ศาลเองก็ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือและกฏหมายที่ยุติธรรมเหมือนสมัยนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งขัดแย้ง บวกกับการที่ชาวบ้านซัดทอดคนอื่นเรื่อยๆ ทำให้มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกแขวนคอในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งว่ากันว่าแท่นแขวนคอนั้นไม่เคยว่างจากศพเลยทีเดียว
     ยิ่งนานวันเข้าทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะไม่ว่ายังไงพวกเขาก็หาแม่มดไม่เจอ(เพราะไม่มีแม่มดจริงๆน่ะแหละ) ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็ไปถึงหูของทางรัฐบาล เมื่อทราบข่าวหายนะจากความเชื่อนี้ทางการก็ส่งคนมาที่เมืองซาเล็มและทำการดำเนินการไต่สวนเพื่อความยุติธรรมใหม่ทั้งหมด ซึ่ง
     กว่ายืนยันความบริสุทธิ์ของคนในหมู่บ้านได้ ก็เมื่อในปี 1697 ซึ่งศาลแมสซาชูเซตส์เองได้ออกมายอมรับว่าคดีที่หมู่บ้านซาเรมมีการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม และแอนน์ พัตแนม หนึ่งในเด็กๆ ของหมู่บ้านซาเรมสารภาพว่าตนเองในวัยเด็กโกหกและใส่ความคนในหมู่บ้าน ในปี 1706 นั่นเอง
     ซึ่งในที่สุดเมื่อปี 1711 รัฐบาลแมสซาชูเซตส์ก็ได้ผ่านกฎหมายคืนความบริสุทธิ์แก่คนในหมู่บ้านซาเรมจนหมดสิ้น และยกเลิกคำกล่าวหาที่ว่าผู้หญิงในหมู่บ้านเป็นแม่มดด้วยซึ่งได้ออกกฎหมายฉบับใหม่โดยสั่งให้คืนทรัพย์สมบัติที่ยึดมาจากผู้ตายและครอบครัวของผู้ตายให้หมด รวมไปถึงการจ่ายสินไหมทดแทนด้วย และนี่เป็นอันยุติคดีแม่มดในซาเล็มไปตลอดกาล ทว่า ความเสียหายจากความงมงายและการตัดสินคดีที่ไม่เป็นธรรมก็สร้างบาดแผลให้กับหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มากก็น้อย
ข้อสันนิษฐานเหตุการที่เด็กๆล้มป่วยพร้อมๆกัน
ข้อสันนิษฐานที่1 เกิดจากเชื้อรากลุ่มเออร์กอตอัลคาลอยด์  ซึ่งมักปนเปื้อนมาในธัญพืชที่เก็บไว้โดยเฉพาะข้าวไรย์ โดยเชื้อราชนิดนี้มักทำให้เกิดพิษหลอนประสาท ชักเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกและเนื้อตาย
ข้อสันนิษฐานที่2 อาจเกิดจากทาสจาก ทิทูบา อินเดียน ที่มาจากแถบคาริบเบียนและรู้เรื่องลัทธิวูดูอาจเล่าเรื่องลึกลับให้เด็กๆฟัง เด็กๆที่มีความอ่อนไหวทางจิตได้ง่ายจึงเกิดคล้อยตามเรื่องเหนือธรรมชาติ ทำให้เกิดอาการหวาดกลัว ขวัญหนีดีฝ่อ และท้ายสุดล้มป่วย
ข้อสันนิษฐานที่3 คือการเรียกร้องความสนใจ  พวกเธออาจเรียกร้องความสนใจให้คนอื่นเชื่อว่ามีแม่มด เรื่องลึกลับมีอยู่จริง จนเกิดเรื่องปานปลายจนหยุดไม่ได้
ข้อสันนิษฐานที่3 อันนี้น่าจะเป็นคำอธิบายที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุคปัจจุบัน เรื่องของเรื่องทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ระหว่างผู้นำท้องถิ่น เจมส์ เบเลย์ กับซามูเอล แพร์ริล โดยผู้นำท้องถิ่นได้ใช้เรื่องนี้มาเป็นประโยชน์เพื่อส่งเสริมความนิยมที่นับวันเริ่มเสื่อมลงโดยทิทูบา อินเดียน ทาสจากหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนก็เป็นทาสของนายกรัฐมนตรีแพร์ริสเองด้วย  ส่วนตัวต้นเหตุอลิซาเบธ แพร์ริส อบิเกล วิลเลียมส์ ก็เป็นลูกสาวและหลานสาวของเขาอีกนั่นแหละ และผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดทั้งหมดนั้นส่วนมากจะเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุน เจมส์ เบเลย์ คู่แข่งของแพร์ริสอีกด้วย

     เวลาล่วงผ่านมาหลายร้อยกว่าปี ทุกวันนี้เหตุการณ์ "แม่มดแห่งเมืองซาเล็ม" ยังคงเป็นเรื่องที่หลายๆคนรู้จักกันดี เรื่องราวของการกล่าวหาว่ามีการใช้เวทมนตร์คาถาในคดีแม่มดซาเล็มเป็นแรงดลบันดาลใจให้นักเขียนนิยายหลายๆคน ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้จากชื่อสถานที่ เหตุการณ์ ชื่อตัวละคร ในหนังสือนิยาย ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั้งงานศิลปะ

     ปัจจุบันหมู่บ้านซาเล็มยังคงมีตัวตนอยู่และได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว มีสถานที่หลายแห่งที่เกี่ยวข้องและถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการล่าแม่มดให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์อันดำมืด เช่น อนุสรณ์ สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1992 เนื่องในโอกาสครบรอบ300ปีเหตุการณ์ล่าแม่มดในซาเล็มซึ่งแต่ละแผ่นป้ายจะมีข้อความอุทิศให้เหยื่อของความอยุติธรรมนี้

ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก https://www.catdumb.com