วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อุเอสึงิ เคนชิน เทพสงครามบิชามอนเท็น หนึ่งในสามขั้วมหาอำนาจแห่งยุคเซ็นโงคุ




     กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความเกี่ยวกับเซอร์แวนท์ ในรอบนี้นั้นผมได้ทำประวัติของอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ในยุคเซ็นโงคุเช่นเดียวกันกับที่ทำประวัติของโอดะ โนบุนากะมารฟ้าที่ 6 แห่งตระกูลโอดะไปก่อนหน้านี้ ในรอบนี้เองผมเองก็ใช้เป็นโอกาสอันดีที่จะทำประวัติของคู่ปรับคนสำคัญของโนบุนากะและคนๆนั้นก็คือ อุเอสึงิ เคนชิน (Uetsugi Kenshin) เทพสงคราม “บิชามอนเท็น” หรืออีกฉายาหนึ่งคือ มังกรแห่งเอจิโกะ นั่นเอง

     อุเอสึงิ เคนชิน มีชื่อเดิมว่า นางาโอะ คาเงโทระ เนื่องจากในเวลานั้นตระกูลนางาโอะมีปัญหาเรื่องการช่วงชิงอำนาจของเหล่าผู้สืบทอดเจ้าตัวจึงได้ออกบวชเพื่อรักษาชีวิตไว้ ตัวคาเงะโทระในสมัยนั้นเองก็มีวามสุขกับการอยู่ในวัดเพื่อปฎิบัติธรรมดังนั้นเขาจึงแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกเลย ทว่าพี่ชายของเขาฮารุคาเงะซึ่งเป็นผู้น้ำตระกูลในขณะนั้นล้มป่วยหนักจากโรคพิษสุราเรื้อรัง ฮารุคาเงะจึงถูกขุนนางผู้รับใช้ทั้งหลายร่วมกันขับออกจากตำแหน่งผู้นำตระกูลทำให้เกิดสงครามภายในของตระกูลนางาโอะ ผลการการพ่ายแพ้ครั้งนั้นของฮารุคาเงะ จึงทำคาเงโทระจึงขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลแทนพี่ชายของตนเอง

     นางาโอะ คาเงโทระ ทำหน้าที่ปกครองตระกูลนางาโอะได้เป็นอย่างดี ฝีมือการสู้ของเขาก็สูงส่งจนแม่ทัพนายกองหลายคนต้องยอมรับ นอกจากฝีมือการต่อสู้ที่เกี่ยวกาจจนหาตัวจับได้ยากแล้วคาเงโทระผู้นี้ยังเป็นผู้ที่ศึกษาตำราพิชัยสงครามมาอย่างยาวนาน เขาจึงถูกนับเป็นแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญทางยุทธวิธีการทำศึกอีกด้วย  

     คาเงะโทระได้ทำงานภายใต้นามของอุเอสึงิ โนริมาสะ มาอย่างยาวนาน ผลงานต่างๆที่เขาได้สร้างไว้เป็นที่ประจักษ์ และการรบที่นำชื่อเสียงให้กับชายผู้นี้ครั้งหนึ่งก็คือการรบกับตระกูลโฮโจที่เข้ามารุกรานแคว้นโคซูเกะ ซึ่งทำให้ผลจากการรบนั้นทำให้อูเอซูงิ โนริมาซะต้องหลบหนีมาขอความช่วยเหลือจากนางาโอะ คาเงโทระและยังขอให้นำแคว้นโคซูเกะกลับมาคืนมาอีกด้วย คาเงะโทระในตอนนั้นตอบตกลงเพียงแค่ว่ามีข้อแม้ว่าโนริมาซะต้องรับตนเป็นบุตรบุญธรรมเสียก่อนซึ่งโนริมาซะเองก็ตอบตกลง ในการการศึกครั้งนั้นนางาโอะ คาเงโทระได้เปลี่ยนชื่อของตนเองเป็นอุเอสึงิ มาซาโตระ  นอกจากเขาจะทำได้จริงดังเช่นที่ลั่นวาจาเอาไว้แล้วเขายังไล่ต้อนตระกูลโฮโจกลับไปยังปราสาทโอดาวาระซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของตระกูลโฮโจได้อีกด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้อำนาจและอิทธิพลของตระกูลโฮโจในภูมิภาคคันโตนั้นลดลงอย่างมาก

     หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมอุเอสึงิ เคนชินผู้นี้ถูกเรียกเช่นนั้นแทนที่จะเป็นอุเอสึงิ มาซาโทระซึ่งเป็นชื่อจริง ที่จริงแล้วชื่อ "เคนชิน(謙信)" เป็นฉายาทางธรรมของชายผู้นี้ ซึ่งได้มาหลังจากการทำศึกของโฮโจจบสิ้น ระหว่างนั้นอุเอสึงิ มาซาโทระก็ได้บวชเพื่อศึกษาธรรมอีกครั้งหนึ่งและนั่นเป็นเหตุให้เขาได้รับฉายาทางธรรมนี้มา และฉายาทางธรรมนี้นั้นเป็นชื่อที่คนทั่วไปเรียกขานเขากันมากกว่าชื่อจริงเสียอีก ดังนั้นหากเรียกเขาว่าอุเอสึงิ เคนชินจะเป็นที่รู้จักกันมากกว่า

     ช่วงชีวิตของอุเอสึงิ เคนชินช่วงแรกๆนั้นจะอยู่ในสนามรบเพื่อต่อสู้กับตระกูลทาเคดะ คู่ต่อสู้ที่สำคัญที่สุดของเขานั้นก็คือ ทาเคดะ ชินเง็น หรือที่เรียกกันในฉายาว่า พยัคฆ์แห่งคาอิ และด้วยความสามารถที่ทัดเทียมกันนั้นผลการรบจึงไม่ปรากฎชัดเจนว่าผู้ใดเป็นฝ่ายที่เหนือกว่ากันแน่ แต่สุดท้ายพยัคฆ์แห่งคาอิก็ต้องสิ้นชีพลงกระทันหันด้วยโรคร้าย(ซึ่งไม่ได้ระบุว่าพยัคฆ์แห่งคาอิป่วยเป็นโรคอะไร)มีผลทำให้มังกรแห่งเอจิโกะต้องหมดคู่แข่งคนสำคัญไปคนหนึ่ง

     คู่แข่งอีกคนหนึ่งของมังกรแห่งเอจิโกะคนนี้คือโอดะ โนบุนากะซึ่งช่วงนั้นตระกูลโอดะเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดไม่ว่าทัพใดๆที่ว่าแน่ก็พ่ายแพ้กับมารฟ้าผู้นั้นจนเกือบหมด ทว่าเมื่อฟ้าส่งจอมมารมาเกิดแล้วก็ต้องส่งเทพสงครามมาปราบเช่นกัน ทั้งคู่จึงเป็นศัตรูฟ้าส่งมาอีกคู่หนึ่งในยุคเซ็นโงคุ อุเอสึงิ เคนชินรู้ดีว่าพลปืนไฟของโอดะ โนบุนากะนั้นแข็งแกร่งเพียงใด แข็งแกร่งของพลปืนของจอมมารนั้นทำให้หลายๆแคว้นพยายามครอบครองปืนให้ได้มากที่สุด อันที่จริงแล้วนั่นอาจจะเป็นความผิดพลาดของแคว้นเหล่านั้นเพราะแม้ว่าพวกเขาจะพยายามสักเท่าใดก็ไม่มีวันที่จะได้ครอบครองปืนมากกว่าตระกูลโอดะซึ่งมีมากที่สุดในเวลานั้นได้ พวกเขาไม่มีวันรู้เลยว่าระหว่างที่กำลังฝึกฝนพลปืนเพื่อสู้รบนั้นพวกเขาก็ถือได้ว่าก้าวช้าไปกว่าโอดะ โนบุนากะก้าวหนึ่งเสียแล้ว

     เคนชินนั้นทราบดีว่ายุคสมัยนั้นกำลังเปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่พลปืนไฟของโนบุนากะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ที่ศึกนากาชิโนะ ทว่าทรัพยากรของอุเอสึงินั้นไม่เพียงพอสำหรับการกว้านซื้อปืนคาบศิลาให้ทัดเทียมกับตระกูลโอดะได้ ซึ่งเคนชินเองก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่าเขาได้ใช้เวลาคิดวิธีการรับมือกับพลปืนไฟของโนบุนากะ วิธีที่เขาจะคิดค้นขึ้นนั้นจะต้องแยบคายกว่า และนั่นจะต้องเป็นสิ่งที่โอดะ โนบุนากะยังไม่พบเคยเจอมาก่อน และนั่นทำให้เกิดยุทธวิธีการรบรูปแบบใหม่ของทหารม้าขึ้น 

     โดยปกติแล้วนั้นทหารม้าจะทำหน้าที่บุกทะลวง ทว่าการบุกทะลวงเข้าไปหาหน่วยพลปืนไฟของโนบุนากะนั้นไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย วิธีบุกทะลวงแบบนี้นั้นตระกูลทาเคดะได้ลองทำมาแล้วผลคือพินาศย่อยยับในศึกนากาชิโนะ โดยที่ทัพของโอดะแทบจะไม่เสียหายใดๆเลย นั่นเพราะโนบุนางะศึกษาวิธีแก้ทางทัพม้ามาอย่างดีด้วยการตั้งรั้วแหลมกั้นม้าทำให้ทหารม้าที่ทาเคดะภาคภูมิใจไม่สามารถบุกเข้ามาได้อย่างที่ควรจะเป็นส่งผลให้ตายกันเรียบ ดังนั้นในศึกที่แม่น้ำเทโดริกาวะ อุเอสึงิ เคนชินจึงได้วางค่ายกลโดยใช้ชัยภูมิเป็นอาวุธลับ เมื่อทัพโอดะบุกมาทัพม้าก็กระจายกำลังเป็นแถวต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ โดยทัพของอุเอสึงิ เคนชินจะไม่เคลื่อนพลบุกเข้าประจันหน้าในทันที ซึ่งทำให้การรูปแบบตั้งพลปืนไฟของทัพโอดะใช้ไม่ได้ผล และเมื่อทัพโอดะพยายามจะรุกเข้ามาในระยะหวังผลทัพม้าของอุเอสึงิก็จะถอยออกจากระยะยิงไป ทำให้ทัพโอดะต้องรุกเข้าไปอีก และนั่นถือว่าเป็นความผิดพลาดในฐานะของผู้บัญชาการอย่างชิบาตะ คัตสึอิเอะที่รุกเข้าไปในอุบายของอุเอสึงิ เคนชินอย่างสมบูรณ์โดยขาดความระวัง เมื่อยื่นมือเข้าไปแตะเกล็ดย้อนของมังกรเข้าแล้วนั้นแน่นอนว่าต้องได้ผลลัพท์ที่เลวร้ายเป็นการตอบแทนกลับมา แน่นอนว่ามังกรแห่งเอจิโกะได้ให้รางวัลตอบแทนกับทัพโอดะอย่างเจ็บแสบด้วยการเปิดเขื่อนที่ทำไว้กั้นแม่น้ำเทโดริกาวะส่งผลให้ทัพโอดะที่นำมาโดยชิบาตะ คัตสึอิเอะพ่ายแพ้ยับเยินเนื่องจากปืนยิงไม่ออกจากความชื้นและทัพยังหนำซ้ำทัพของเขายังโดนตัดขาดออกจากกันอีกด้วย ตัวชิบาตะ คัตสึอิเอะเองก็หนีตายออกจากสนามรบแทบไม่ทันหวิดที่จะจบชีวิตลงที่ศึกนี้อีกด้วย

     ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้โอดะ โนบุนากะต้องเปลี่ยนยุทธวิธีในการต่อสู้ใหม่ทั้งหมด ทั้งสองทัพต่อสู้กันอยู่หลายครั้งหลายคราแต่ก็มิอาจรู้ผลแพ้ชนะโดยแท้จริงได้ โนบุนากะนั้นจำเป็นต้องยุติการรุกเข้าสู่คันโตเพราะเสียกำลังพลอย่างไร้ประโยชน์มากเกินไป ส่วนอุเอสึงิ เคนชินเองก็ไม่สามารถบุกเข้าไปได้เช่นกัน โดยส่วนตัวของผมแล้วผมคิดว่าเคนชินรอบคอบเรื่องนี้มากเพราะพื้นที่คันโตของเคนชินนั้นค่อนข้างไกลจากพื้นที่ภาคกลาง การจะรุกจากขอบสุดมาจากภาคกลางมีโอกาสที่โนบุนากะจะตลบหลังจนทำให้ทัพของเคนชินถูกล้อมกรอบก็ได้ นอกจากนี้เคนชินคงระวังตัวโนบุนากะที่เป็นคนเจ้าเล่ห์และชอบสร้างอะไรเซอร์ไพรส์มาให้เสมอๆก็เป็นได้

     เคนชินทราบดีว่าโนบุนากะไม่ใช่คนบ้าแต่เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งในยุคนั้น สิ่งที่โนบุนากะทำนั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเพียงแต่ยังไม่มีผู้ใดในสมัยนั้นทำมันให้สำเร็จเท่านั้นและความคิดนอกกรอบเหล่านั้นคือคมเขี้ยวแสนคมกริบของโนบุนากะที่พร้อมจะฉีกขย้ำทุกคนที่คิดว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องโง่เขลาจนดับดิ้นไปเสียทุกราย ตัวอย่างที่สำคัญนั้นคือเรื่องที่โนบุนากะยกทัพปราบตระกูลโมริซึ่งการศึกกับโมรินั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะตระกูลโมรินั้นได้ชื่อว่าเป็นตระกูลที่มีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในญี่ปุ่นเวลานั้น ทว่าโนบุนากะกลับสร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้ทัพโมริด้วยการสร้างเรือรบที่แข็งแกร่งว่าของตระกูลโมริโดยเป็นเรือรบขนาดใหญ่พิเศษหุ้มเกราะทั้งหมด 6 ลำ และในศึกคิกุคาวากุชิเรือรบทั้งหมดก็แสดงศักยภาพของมันด้วยการบดขยี้ทัพเรือจำนวนมากที่ตระกูลโมริภาคภูมิใจจนพังยับในศึกนั้น ศึกนั้นทำให้ตระกูลโมริเสียกำลังไปมากและไม่สามารถที่จะยกทัพข้ามฝั่งทะเลเข้ามายังเขตแดนของโอดะอีกเลย ซึ่งหากมองจากสิ่งนี้แล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าโนบุนากะเตรียมอะไรบางอย่างไว้รับมือกับอุเอสึงิ เคนชินก็เป็นได้




     โอดะ โนบุนากะนั้นแม้จะมีความมุทะลุดุดันแต่ก็เป็นชายที่มีด้านที่เยือกเย็นและรอบคอบอยู่ เขารู้จักคุณค่าของเวลาเป็นอย่างดี เมื่อเขารู้ว่าสามารถคว้าชัยชนะได้เวลานั้นเขาจะไม่ยอมให้เสียเปล่าอย่างเด็ดขาดนั่นจะทำให้เขาออกคำสั่งบุกทะลวงแบบชนิดที่ว่าไร้การปราณี ในทางกลับกันนั้นหากเขาคิดว่าตนเองยังไม่พร้อมที่จะรุกต่อไปนั้นเขาจะไม่เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างแน่นอน ยิ่งกับเคนชินผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศจนหาทางแก้ยุทธวิธีของเขาได้ทุกครานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เคนชินเองก็เข้าใจจุดนี้ดีของโนบุนากะดีและพยายามทำให้ทัพโอดะเตรียมความพร้อมล่าช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความสัมพันธ์ของทัพทั้งสองเปรียบดั่งหอกที่คมที่สุดและโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่หากสู้กันอย่างแตกหักแล้วก็ต้องพินาศไปทั้งสองฝ่ายดังนั้นทางเลือกทั้งสองฝ่ายก็คือสงบศึกโดยสร้างสงครามเย็นขึ้นและรอให้อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและบดขยี้ให้ราบคาบ ว่ากันว่ากลุ่มพระนักรบที่คอยกวนใจมาตลอดช่วงชีวิตของโนบุนากะนั้นมาจากฝีมือของเคนชินทั้งสิ้นและนั่นทำให้การบุกไปยึดแคว้นต่างๆล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

     ตลอดช่วงที่ไม่มีศึกใหญ่ของมารฟ้าที่หกกับมังกรแห่งเอจิโกะนั้นโนบุนากะได้วางกำลังไว้เป็นแนวตาข่ายเพื่อตรึงทัพของเคนชินให้อยู่ในพื้นแคว้นเอจิโกะของตนเองที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเป็นการสกัดกั้นไม่ให้เคนชินเข้ามายุ่งกับการชิงอำนาจในภาคกลาง ผลจากการตัดสินใจของมารฟ้าครั้งนั้นทำให้ต้องถูกบิชามอนเทนผู้นี้ตอดเล็กตอดน้อยเสียแคว้นต่างๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่เรื่อยไปจนกระทั่งโนบุนากะยึดครองภาคกลางได้โดยสมบูรณ์ การรุกคืบของเคนชินนั้นแม้จะช้าไปเสียหน่อยทว่าการรุกคืบของเขาแบบนี้นั้นรอบคอบอย่างมากโดยไม่เปิดโอกาสให้โนบุนากะตีโต้กลับมาได้ง่ายๆ แม้ว่าจะไม่สบอารมณ์อย่างแรงที่ต้องโดนเคนชินตอดเล็กตอดน้อยเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆแต่โนบุนากะก็เลือกที่จะจัดลำดบความสำคัญในการครองแผ่นดินก่อน สิ่งที่โนบุนากะต้องการในช่วงนั้นคือเวลา เวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดศึกกับเคนชินอีกครั้ง และเมื่อโนบุนากะครอบครองพื้นที่ภาคกลางและเมืองหลวงได้ทั้งหมดแล้วโนบุนากะก็เตรียมรับศึกจากเคนชินซึ่งเป็นคู่ต่อกรที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเขาทันที

     ทว่าการต่อสู้อีกครั้งของทั้งสองนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น ศึกตัดสินระหว่างโอดะ โนบุนากะกับอุเอสึงิ เคนชินนั้นก็ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นอีกตลอดกาลเพราะอุเอสึงิ เคนชินนั้นต้องเสียชีวิตลงจากอาการป่วยเช่นเดียวกันกับพยัคฆ์แห่งคาอิคู่ปรับอีกคนหนึ่งของเขา และเป็นการปิดฉากขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของยุคเซ็นโกคุอีกขั้วหนึ่งในทันทีเพราะหลังจากการตายของอุเอสึงิ เคนชินนั้นตระกูลอุเอสึงิไม่อยู่ในสายตาของโอดะ โนบุนากะอีกเลย บางที่นั้นยังกล่าวว่าเขาถูกลอบสังหาร ทว่าไม่ว่าจะเป็นความจริงเช่นไรเรื่องที่อุเอสึงิ เคนชินเสียชีวิตนั้นก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซึ่งข่าวนี้เป็นข่าวดีสำหรับโอดะ โนบุนากะซึ่งมารฟ้าที่6เองก็ถึงกับพูดออกมาทีเดียวว่า "แผ่นดินนี้เป็นของข้าแล้ว"

     อุเอสึงิ เคนชินนั้นมิได้มีภรรยาดังนั้นเขาจึงรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง เขาถือว่าเป็นเสาหลักของตระกูลอุเอสึงิอย่างแท้จริง ท้ายสุดนั้นตระกูลอุเอสึงิที่ไม่มีเคนชินก็มีจุดจบเช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ทั้งปวง เพราะเกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้นระหว่างผู้สืบทอดและหลังจากนั้นก็ทำให้เกิดความพินาศของตระกูล 



เรียบเรียงโดย SaltAdmin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก
ยศไกร ส.ตันสกุล จาก 
www.gypzyworld.com และ wiki

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

โอดะ โนบุนากะ มารฟ้าที่หกแห่งยุคเซ็นโงคุ




     กลับมาอีกครั้งกับประวัติของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเกม FATE/Grand order วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นและเขาผู้นี้ยังเป็นบุคคลที่เกือบจะได้ครองประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย นั่นคือโอดะ โนบุนากะนั่นเอง
     เช่นเคย ผมจะยึดตามประวัติศาสตร์โดยอ้างอิงจากแหล่งต่างๆโดยไม่นำข้อมูลของเกมมาเกี่ยวข้องนะครับ

     โอดะ โนบุนากะเกิดเมื่อค.ศ. 1534 ที่ปราสาทนาโงยะ มีชื่อเดิม คิปโปชิ เป็นบุตรชายคนที่สองของ โอดะ โนบุฮิเดะ ไดเมียวแห่งแคว้นโอวาริ(ปัจจุบันคือจังหวัดไอจิ) และเป็นบุตรคนโตที่เกิดกับภรรยาเอกของโนบุฮิเดะ ในวัยเด็กนั้นโนบุนากะได้ฮิราเตะ มาซาฮิเดะเป็นอาจารย์คอยฝึกวิชาและมอบความรู้ให้ แต่ด้วยพฤติกรรมที่ประหลาดที่เอาแต่ใจ และไม่อยู่ในกรอบประเพณีของโนบุนากะนั้นทำให้เหล่าซามุไรและข้ารับใช้ไม่พอใจ เขาจึงถูกตั้งฉายาอีกอย่างหนึ่งก็คือ"เจ้าโง่แห่งแคว้นโอวาริ"

     สาเหตุที่โนบุนากะยังคงรักษาสถานะของทายาทตระกูลโดยชอบธรรมได้นั้นมาจากการสนับสนุนของโนบุฮิเดะซึ่งเป็นบิดาและฮิราเตะ มาซาฮิเดะผู้เป็นอาจารย์ และด้วยเหตุที่ว่าตอนนั้นตระกูลโอดะต้องเพชิญกับภัยคุกคามจากแคว้นข้างเคียงโนบุฮิเดะจึงผูกสัมพันธ์กับตระกูลไซโตด้วยการแต่งงานและนั่นทำให้โนบุนากะได้โนฮิเมะมาเป็นภรรยาและยังเป็นการสานสัมพันธ์สองตระกูลให้แน่นแฟ้นอีกด้วย

     ในค.ศ. 1551 โนบุฮิเดะผู้เป็นบิดาของโนบุนากะถึงแก่กรรม ตัวโนบุนากะได้อาละวาดกลางงานศพของบิดาของตนทำให้บรรดาข้ารับใช้ของตระกูลโอดะไม่พอใจอีกครั้ง ในครั้งนี้ทำให้ฮิราเตะ มาซาฮิเดะรู้สึกผิดอย่างมากที่ทำการสั่งสอนโนบุนากะไม่ดีพอจึงกระทำการเซ็ปปุกุเพื่อชดใช้ความผิด เหตุการณ์นี้ทำให้โนบุนากะเสียใจอย่างมาก และเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งไดเมียวแห่งโอวาริแล้วโนบุนากะที่ด้อยประสบการณ์นั้นต้องสูญเสียการปกครองของแคว้นให้โอดะ โนบุโตโมะ ผู้มาจากสาขาย่อยของตระกูลโอดะซึ่งเป็นผู้ปกครองปราสาทคิโยซุ

     ใน ค.ศ. 1554 ชิบะ โยชิมุเนะ ชูโงแห่งแคว้นโอวาริทราบว่าโนบุโตโมะวางแผนลอบสังหารโนบุนากะ จึงนำเรื่องนี้มาบอกแก่โนบุนากะ เมื่อโนบุโตโมะทราบว่าแผนของตนรั่วไหลจึงสังหารโยชิมุเนะไป และในปีต่อมา โนบุนากะที่รู้ว่าโนบุโตโมะนั้นคิดจะฆ่าตนก็ได้ชิงลงมือทำการลอบสังหารโนะบุโตะโมะเสียก่อน ณ ปราสาทคิโยะซุ

     ปีต่อมาค.ศ. 1556 ไซโต โยชิตาซึ ได้ก่อกบฏเพื่อยึดอำนาจของบิดาของตนเอง ไซโต โดซันจึงขอให้โนบุนากะผู้เป็นลูกเขยยกทัพมาช่วย ซึ่งโนบุนากะเองไปไม่ทันการไซโต โดซันถูกสังหารในสนามรบและไซโต โยชิตาซึได้ขึ้นเป็นไดเมียวแห่งมิโนะคนใหม่ ด้วยความแข็งแกร่งของแคว้นมิโนะในเวลานั้นแม้ว่าโนบุนากะจะอยากจะล้างแค้ให้พ่อตาของตนสักเท่าใดก็เป็นเรื่องยาก เขาจึงหันกลับมาเพื่อสะสางปัญหาใกล้ตัวก่อนนั่นก็คือ ตระกูลโอดะของตนนั่นเอง

     ในปีเดียวกันนี้นั้นน้องชายของโนบุนากะที่มีชื่อว่าโอดะ โนบุยูกิเองก็ก่อกบฏเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลโอดะเองซึ่งเรื่องนี้โนบุยุกิได้รับการสนับสนุนของชิบาตะ คาซึอิเอะและฮายาชิ ฮิเดซาดะ รวมถึงแม่แท้ๆของโนบุนากะเองด้วย ซึ่งตัวโนบุนากะนั้นสามารถเอาชนะทัพของน้องชายตนเองได้ในที่สุด โดยสุดท้ายโนบุนากะก็ไว้ชีวิตขุนพลทั้งสอง ทว่าเขาต้องการที่จะสังหารโนบุยูกิน้องชายผู้เป็นตัวสร้างปัญหา ทว่าจากการขอร้องของแม่ของโนบุนากะเองเขาจึงได้ไว้ชีวิตโนบุยูกิไว้ครั้งหนึ่ง ท้ายที่สุดโนบุยูกิก็ยังวางแผนยึดอำนาจอยู่ดีจนเขาถูกโนบุนากะสั่งหารด้วยอุบายแสร้งป่วยโดยได้ให้โนบุยูกิมาเยี่ยมตนที่ปราสาทคิโยะซุและนั่นทำให้โอดะ โนบุนากะได้รับอำนาจของตระกูลโอดะแบบเบ็ดเสร็จโยไม่มีผู้ใดในตระกูลคัดค้านได้อีก

     การรบครั้งหนึ่งที่ทำให้โนบุนากะแสดงถึงความสามารถทางการรบและการวางแผน เมื่ออิมางาวะ โยชิโมโตะ แห่งตระกูลอิมางาวะต้องการจะเดินทัพผ่านโอวาริไปยึดเกียวโต ตระกูลอิมางาวะเองก็เล็งเห็นว่าโอวาริเป็นจุดที่เหมาะสมกับการใช้เป็นที่มั่นในการบุกเกียวโตดังนั้นก็มีความต้องการครอบครองโอวาริด้วยเช่นกัน ซึ่งขุนพลทั้งหลายทราบดีว่าตระกูลอิมางาวะเป็นตระกูลที่มีอำนาจทางการทหารสูงมากในขณะนั้นจึงได้แนะนำให้โนบุนากะยอมสวามิภักดิ์ตระกูลอิมางาวะเพื่อให้ทัพอิมางาวะผ่านโอวาริไปโดยดี ทว่าโนบุนากะกลับเห็นต่างและดึงดันที่จะขวางทัพของโยชิโมโตะที่มีกำลังถึง 4หมื่นคนด้วยกำลังของโอวาริซึ่งมีเพียง5พันคน ซึ่งเป้าหมายของโนบุนากะนั้นคือหัวของโยชิโมโตะซึ่งเป็นผู้นำทัพ เขาอาศัยข่าวสารในการติดตามและตรวจสอบทัพอิมางาวะอย่างถี่ถ้วนก่อนจะลงมือในระหว่าที่ทัพอิมางาวะตั้งอยู่ที่ช่องเขา ความที่ฝนฟ้าเป็นใจดังโชคช่วยดลบันดาลให้เกิดฝนตกหนักจึงเป็นโอกาสให้โนบุนากะใช้กำลังไม่ถึงครึ่งหนึ่งบุกเข้าโจมตีทัพของโยชิโมโตะในเวลาวิกาล ด้านทัพของโยชิโมโตะที่มีกำลังเหนือกว่านั้นไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจคิดเพราะการสั่งการทั้งหมดถูกเสียงฝนกลบไปจนหมดสิ้นอีกทั้งความมืดยังทำให้ไม่สามารถรบได้ดั่งปรารถนา การมีกำลังที่มีจำนวนมากกว่า ณ เวลานี้เลยเป็นพิษร้ายที่ทำลายทัพโยชิโมโตะเสียเอง และนั่นเป็นเหตุให้โยชิโมโตะต้องเสียชีวิตลงกลางสนามรบ และชื่อของโอดะ โนบุนากะก็โด่งดังไปทั่วประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นโนบุนากะก็ได้ยกทัพไปเอาชนะไซโต โยชิตาซึล้างแค้นให้กับพ่อตาของตนและได้ครอบครองแคว้นมิโนะในที่สุด

     ตัวโนบุนากะนั้นมีให้ความสนใจกับสิ่งแปลกใหม่และเปิดใจรับมันโดยไม่สนใจขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีตั้งแต่โบราณ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้โอดะ โนบุนากะกลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงพลังในกาลต่อมา เมื่อชายผู้นี้ได้สัมผัสกับปืนซึ่งผลิตขึ้นโดยชาวโปรตุเกสในขณะนั้นโนบุนากะก็เกิดฉุกคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนี้ขึ้น เขาได้ให้ช่างทำการเลียนแบบปืนของโปรตุเกสและฝึกฝนพลปืนเป็นระยะๆโดยพลปืนเหล่านี้คือเหล่าชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่ซามูไรและหลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดคาดถึงเลยว่าพลปืนไฟของโนบุนากะจะสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับทหารม้าที่หลายแคว้นภาคภูมิใจและขยายบทบาทให้กับพลปืนไฟเป็นกองหนุนทรงพลังที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรบไปตลอดกาล


     การรบครั้งหนึ่งที่ทำให้โนบุนากะและพลปืนไฟของเขาสร้างความครั่นคร้ามให้ทั่วหล้าคือการยึดปราสาทนากะชิโนะในปี 1575 ซึ่งเป็นศึกที่กองทัพของโนบุนากะต้องปะทะกับกองทหารม้าเหล็กของตระกูลทาเคดะ โดยครั้งนั้นโนบุนากะได้จัดเตรียมพลปืนไฟประมาณ 500 นายเพื่อทำศึก ตระกูลทาเคดะเองก็ประมาทในตัวโนบุนากะเกินไปและพวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าพลปืนไฟของโนบนากะจะร้ายกาจและทรงพลังเช่นนี้ ซึ่งการรบครั้งนั้นทำให้ตระกูลทาเคดะสูญเสียไพล่พลไป 1หมื่นนายโดยไม่ได้ทำให้ทหารของโนบุนากะล้อมตายแม้แต่คนเดียว และด้วยยุทธวิธีอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าเรียกชายผู้นี้ว่าเป็นผู้โง่เขลาอีกแล้วแต่เป็นชายที่หลายตระกูลต้องจับตามองในฐานะภัยคุกคาม

    พูดถึงวิธีการของโนบุนากะแล้ว ในอดีตนั้นพลปืนไปมีหน้าที่ในการทำให้ศัตรูชะงักก่อนจะใช้ทหารม้าบุกโจมตีซ้ำไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัวติด แต่พลปืนของโนบุนากะไม่ได้ใช้วิธีการเช่นนี้ พวกเขาเรียงเป็นแถวอย่างมีระเบียบและแบบแผนโดยการยืนเรียงกันสามแถว แถวแรกจะเป็นคนโจมตีก่อน แถวที่สองจะเข้ามาโจมตีต่อแจกแถวแรก และแถวที่สามจะทำการโจมตีต่อจากแถวที่สอง ซึ่งเมื่อทำเช่นนั้นพลปืนไฟในแถวแรกก็จะบรรจุลูกกระสุนสำเร็จพอดี และพวกเขาจะทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าอีกฝ่ายจะพ่ายแพ้หรือยอมล่าถอยไปเอง และนอกจากนั้นพวกเขายังวางแนวป้องกันเพื่อขัดขวางการบุกของทหารม้าไว้อีกด้วยดังนั้นหากบุกเข้ามาแล้วก็ไม่มีโอกาสถอยได้แต่เพียงเป็นเป้าของคมกระสุนคาบศิลาเท่านั้น

     ไม่แปลกเลยว่าหลังจากนั้นอาวุธปืนจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศญี่ปุ่นในสมัยของโทคุงาวะ อิเอยาสุเนื่องจากการฝึกฝนพลปืนไฟนั้นไม่ได้มีระยะเวลาในการฝึกที่มากมายและคนทั่วๆไปนั้นก็สามารถใช้งานได้ง่ายอีกด้วยซึ่งสามารถดูได้จากทหารปืนไฟของโนบุนากะที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาและชาวนาเท่านั้น โดยการสั่งห้ามของโทคุงาวะ อิเอยาสุนั้นมีเหตุผลว่าเพื่อความมั่นคงต่ออำนาจของโชกุน


     โนบุนากะนั้นเคยถูกทาบทามจากเกียวโตให้เป็นขุนนางระดับสูงในนั้นเพราะเขาได้ช่วยเหลือโชกุนโยชิอากิแก้แค้น2ขุนพลทรยศที่มีชื่อว่ามาซึนางะ ฮิซาฮิเดะและมิโยชิ โยชิซึงุได้สำเร็จและยังช่วยเหลือให้โยชิอากิได้ขึ้นเป็นโชกุนคนถัดมาอีกด้วย  ทว่าการทาบทามนี้โนบุนากะปฎิเสธไปเพราะไม่เห็นประโยชน์ในการอยู่เป็นข้ารับใช้โชกุนโยชิอากิ เขาสนใจอำนาจในฐานะผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังมากกว่าอำนาจจากตำแหน่งทางพิธีการและนั่นเป็นเหตุให้โชกุนโยชิอากิมองเขาในฐานะศัตรูในเวลาต่อมาซึ่งภายหลังโชกุนโยชิอากิก็ได้พ่ายแพ้ให้กับโนบุนากะและถูกบังคับให้ออกบวชจวบจวนวาระสุดท้าย

     โนบุนากะนั้นมักจะมีปัญหากับเหล่าพระนักรบทั้งหลายอยู่หลายครั้ง เพราะพระนักรบเหล่านี้มองว่าการที่โนบุนากะทำการเปิดประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และผลจากการเปิดประเทศทำให้เหล่ามิชชั่นนารีมีโอกาสมาเผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์สร้างความบาดหมางให้กับเหล่าชาวพุทธในญี่ปุ่นสมัยนั้นอย่างมาก และด้วยเหตุที่ตั้งตนเป็นศัตรูนี้เองทำให้โนบุนากะจะต้องสู้รบกับเหล่าพระนักรบเหล่านี้อยู่หลายครั้งซึ่งบางครั้งพวกเขาก็มาในรูปแบบของกองหนุนฝ่ายศัตรูอีกด้วย

     โนบุนากะเองก็ไม่พอใจที่เหล่าพระนักรบเหล่านี้ชอบสร้างปัญหาให้กับเขา และในที่สุดเขาก็ลงมือปราบปรามขั้นเด็ดขาดด้วยการปิดล้อมและฆ่าคนบนเขาฮิเอจบหมดสิ้นไม่มีการละเว้นใดๆทั้งนั้นแม้กระทั่งเด็กหรือสตรี และความเหี้ยมโหดนั้นเป็นเหตุให้เขาถูกมองเป็นแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดที่ถูกเรียกว่าจอมมารในกาลต่อมา ตัวโนบุนากะนั้นไม่มีความปราณีกับผู้ใดที่คิดว่าเป็นศัตรูและมักจะบดขยี้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ต่อต้านให้ราบคาบชนิดที่ว่าลุกขึ้นมาเอาคืนอีกไม่ได้แน่นอน มีผู้คนและเมืองมากมายถูกเขาทำลายจนย่อยยับ ทว่าเขากลับไม่ทำลายเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่งด้วยเหตุที่ว่าเมืองท่าทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่นำความเจริญมาสู่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังให้สิทธิพิเศษแก่พ่อค้าแม่ค้ายเหล่านั้นด้วยและนั่นทำให้เมืองท่าเหล่านั้นนำความเจริญเข้ามายังประเทศเป็นอย่างมาก

     ด้านความสัมพันธ์ของโนบุนากะกับอุเอสึงิ เคนชินแล้วทั้งคู่ได้ประมือกันหลายครั้งหลายคราแล้วก็ต่างยอมรับในความร้ายกาจของกันและกันจนทั้งคู่ต่างนับว่าเป็นคู่ปรับกันตลอดกาล โนบุนากะเองได้ประเมินเคนชินไว้ว่ามังกรแห่งเอจิโกะผู้นี้เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสามารถเพียงพอที่จะครองแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวได้อีกคนหนึ่งนอกจากเขา และเมื่อเคนชินป่วยหนักจนเสียชีวิตโนบุนากะเองก็ถึงกับประกาศเลยว่าแผ่นดินนี้เป็นของข้าแล้ว

     ด้านความสัมพันธฺกับลูกน้องอย่างมิตสึฮิเดะในปี ค.ศ. 1579 เมื่อมิตสึฮิเดะรับหน้าที่เข้าโจมตีปราสาทยางามิ ของฮาตาโนะ ฮิเดฮารุ โดยมิตสึฮิเดะที่ไม่ชื่นชอบในความรุนแรงนั้นเลือกที่จะใช้วิธีการเจรจามากกว่าการรบห้ำหั่นกันด้วยกำลังดังนั้นมิซึฮิเดะส่งมารดาของตนไปเป็นตัวประกันเพื่อรับรองความปลอดภัยให้กับตระกูลฮาตาโนะ ทว่าพวกตระกูลฮาตาโนะไม่ได้คิดจะสวามิภักดิ์กับตระกูลโอดะตั้งแต่ต้นพวกเขาลงมือลอบสังหารโนบุนากะ ดังนั้นโนบุนากะจึงสั่งประหารชีวิตตระกูลฮาตาโนะทั้งหมด ส่งผลให้มารดาของมิซึฮิเดะต้องถูกตระกูลฮาตาโนะสังหาร เรื่องนี้สร้างความเจ็บแค้นให้กับมิตสึฮิเดะเรื่อยมา ซึ่งหลังจากนั้น มิซึฮิเดะก็ยังถูกสั่งให้นำกำลังเสริมไปช่วยเหลือฮิเดโยชิในฐานะผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของฮิเดโยชิอีก ซึ่งเป็นการดูถูกมิตสึฮิเดะอย่างรุนแรง ว่ากันว่าสิ่งนี้คือฟางเส้นสุดท้ายของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนและทำให้มิตสึฮิเดะทรยศนายของตนเอง

     โนบุนากะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1582 ที่วัดฮนโนจิโดยมิตสึฮิเดะที่นำกำลังไปช่วยฮิเดโยชินั้นได้นำกำลังย้อนกลับมาปิดล้อมวัดฮนโนจิ ซึ่งกำลังพลของโนบุนากะตอนนั้นมีจำนวนน้อยกว่าปกติอย่างมาก ความประมาทนี้ทำให้โนบุนากะต้องเสียท่าให้กับลูกน้องตนเอง ว่ากันว่าในระหว่างที่วัดฮนโนจิถูกเผาโอดะ โนบุนากะได้กระทำการเซ็ปปุกุและเสียชีวิตลงท่ามกลางเปลวเพลิงของวัดฮนโนจินั่นเอง ซึ่งหลังจากนั้นมิตสึฮิเดะเองก็ได้พ่ายแพ้ให้กับฮิเดโยชิที่ยกทัพมาล้างแค้นแทยนายตนเองและนั่นทำให้มิตสึฮิเดะจบชีวิตลงในสนามรบ

     ภายหลังจากการตายของโอดะ โนบุนากะตระกูลโอดะก็เสื่อมถอยลงอย่างมากและยังเกิดความแตกแยกเนื่องจากการพยายามแย่งชิงอำนาจของเหล่าทายาทสุดท้ายอำนาจที่มีนั้นก็ถูกฮิเดโยชิแย่งชิงไปเป็นของตนได้สำเร็จ สิ้นสุดช่วงรุ่งโรจน์ของตระกูลโอดะเกือบ 20 ปีลงในที่สุด

     ผมเองก็ขอจบประวัติโอดะ โนบุนากะที่ผมเรียบเรียงและย่อแบบสุดๆไว้ตรงนี้เช่นกัน

     แม้ว่าตัวโอดะ โนบุนากะจะจากโลกนี้ไปนานแล้วชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในฐานะแม่ทัพผู้เกือบพิชิตญี่ปุ่นได้นั้นยังคงดำรงอยู่บนโลกใบนี้ นามของชายผู้นี้ยังคงมีอนุชนรุ่นหลังเคารพยกย่องอยู่จนปัจจุบัน การกระทำของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีงามหรือเรื่องที่เลวร้ายก็ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์เพื่อให้อนุชนรุนหลังได้ศึกษาเรียนรู้เป็นกาลต่อไป

เรียบเรียงโดย Salt Admin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก
th.wikipedia.org,อชิตพล อภิวรรณศรี และ spokedark.com


วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562

บิลลี่เดอะคิด สิงห์ปืนไวแห่งยุคคาวบอยตะวันตก



     เรื่องราวต่างๆในโลกทรงกลมนี้มักจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวังเอาไว้เสมอไป บางครั้งเราอาจจะถูกใจมันหรือบางครั้งเราอาจจะไม่ถูกใจก็ตามที วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชายที่โชคชะตาเล่นตลกจนต้องพลิกชีวิตมาเป็นโจรจวบจนวาระสุดท้ายนั่นก็คือ บิลลี่เดอะคิด ผู้มีฉายาว่า"สิงห์ปืนไวตะวันตก"แห่งยุคคาวบอยนั่นเอง

     เช่นเดิมผมจะเล่าเรื่องราวของชายผู้นี้ผ่านประวัติของเขาเองโดยไม่เอาเนื้อหาในเกมมาอ้างอิงนะครับ

     บิลลี่เดอะคิดนั้นไม่ใช่ชื่อจริงของชายผู้นี้แต่เป็นเพียงสมญานามที่คนทั่วไปรู้จักกันเท่านั้น ชื่อจริงของเขานั้นคือ"วิลเลี่ยม เอช บอนนี่"เป็นเด็กหนุ่มยากจนที่มีแม่เป็นโสเภณี จุดเด่นของเขาคือเป็นชายที่มีนัยน์ตาสีฟ้าและฟันหน้าซี่ใหญ่ แต่เจ้าตัวก็จัดว่าเป็นคนที่มีรูปร่างและผิวพรรณดี การแต่งตัวของเขาจะเป็นการแต่งตัวที่ดูดีกว่าโจรทั่วไปมาก เหยื่อของชายผู้นี้นั้นคือผู้มีอิทธิพลและเศรษฐีขี้โกงทั้งหลายโดยจะไม่ลงมือกับประชาชนทั่วๆไป จอมโจรสิงห์ปืนไวบิลลี่เดอะคิดนั้นออกปล้นเหล่าผู้มีอิทธิพลไปทั่วจนสุดท้ายมีการตั้งค่าหัวสูงสุด 5000 เหรียญสหรัฐซึ่งถือว่ามากที่สุดในขณะนั้นเลยทีเดียว 

     จุดเริ่มต้นของบิลลี่นั้นเริ่มจากความแร้นแค้นจนต้องไปเป็นเด็กรับใช้ของคนในคาราวานเลี้ยงวัว ด้วยความที่สมัยนั้นไม่มีกฏหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเด็กที่มีอาชีพเป็นเพียงแค่คนรับใช้จึงมักถูกปฎิบัติด้วยพฤติกรรมที่เลวร้ายจากผู้เป็นนาย เรียกง่ายๆว่าจะต้องรองรับอารมณ์ผู้เป็นนายจ้างทุกรูปแบบนั่นทำให้ร่างกายและจิตใจของบิลลี่แข็งแกร่ง และด้วยความที่เขาเป็นชายที่มีรูปร่างเล็กคนในกองคาราวานจึงมักเรียกอย่างติดปากว่า"บิลลี่เดอะคิด"หรือไอ้หนูบิลลี่นั่นเอง

     บิลลี่นั้นพยายามอดทนกับเรื่องแย่ๆที่เจ้านายทำกับเขามาได้เรื่อยๆ บางครั้งเขาถูกสั่งให้ไปทำงานกับพวกคนตัดไม้ซึ่งคนเหล่านี้บิลลี่ไม่คิดว่าเขาจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นกับเรื่องพฤติกรรมแย่ๆที่พวกเขาทำกับตน แต่เพราะปากท้องเขาจึงต้องจำยอมอย่างไม่เต็มใจและเก็บความรู้สึกนี้ไว้จนกระทั่งวันหนึ่งความอดทนของเขาก็ขาดลง บิลลี่ได้ใช้ปืนยิงคนตัดไม้จนเสียชีวิต เขาก็สารภาพไปว่าเขาไม่ได้ตั้งใจและมันเป็นอุบัติเหตุ  แน่นอนว่าเรื่องนี้เจ้านายของเขาไม่เชื่อแล้วส่งตัวเขาไปที่อำเภอเพื่อให้นายอำเภอลงโทษสถานหนัก เขาถูกตัดสินให้ประหารชีวิตซึ่งเจ้าตัวก็ได้แต่ก่นด่าสาปแช่งความอยุติธรรมจนผู้คุมรู้สึกเห็นใจและแอบปล่อยตัวเขาไปในกลางดึก

     บิลลี่ควบม้าหนีไปเม็กซิโกเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ทันที แต่โชคชะตาก็ไม่ยอมให้เขาใช้ชีวิตเยี่ยงสุจริตชน ระหว่างที่เขาทำมาหาินตามปกติก็มักจะถูกขัดแข้งขัดขาจากบรรดาพวกขาใหญ่ที่เป็นเจ้าถิ่นและนี่ก็ทำให้ชายผู้นี้หมดความอดทนอีกครั้งพร้อมกับจับปืนลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม โดยครั้งนี้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเป็นพวกนอกกฏหมายและจะเอาคืนผู้มีอิทธิพลที่รังแกเขาทั้งหมดอย่างสาสม เขาได้ออกปล้นพวกผู้มีอิทธิพลและเศรษฐีขี้โกงทั้งหลาย ด้วยฝีมือการยิงปืนที่รวดเร็วและแม่นยำของบิลลี่เดอะคิดทำให้ชื่อของชายผู้นี้เป็นที่หวาดผวาของเหล่าผู้มีอิทธิพล ซึ่งว่ากันว่าฝีมือการยิงปืนของบิลลี่นั้นทัดเทียมกับ"เจสซี่ เจมส์"จอมโจรอีกคนหนึ่งในยุคนั้นเลยทีเดียว 

     ตัวบิลลี่นั้นถึงจะกลายเป็นโจรไปแล้วแต่เขาก็พยายามใช้ชีวิตเยี่ยงสุจริตชนอยู่หลายครั้ง และบางครั้งที่เขาไม่ได้ออกปล้นเขาก็ไปทำงานตามฟาร์มอยู่เป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายก็มีเหตุจำเป็นให้เขาต้องออกปล้นอยู่ดี และแม้ว่าบิลลี่จะเป็นชายผู้เก่งกาจด้านปืนอย่างมากแต่ตัวเขาก็ติดคุกอยู่หลายครั้งเหมือนกันและทุกครั้งก็จบลงด้วยการที่บิลลี่หลบหนีออกมาจากคุกเสมอ 

     บิลลี่และพวกพ้องนั้นไม่ว่าเขาไปที่ใดเขาก็มักจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างยินดีจากชาวบ้านเสมอ ซึ่งพฤติกรรมของชาวบ้านที่แสดงออกมานั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชายผู้นี้เป็นภัยเฉพาะเหล่าผู้มีอิทธิพลที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านตามอำเภอใจและศัตรูคู่อาฆาตของเขาเท่านั้น จำนวนศพที่ถูกบิลลี่สังหารไปนั้นว่ากันว่ามี 21 ศพ แต่บางที่นั้นบอกว่ามีเพียงแค่ 9 ศพ ผู้ที่ท้าดวลบิลลี่นั้นมักจะจบชีวิตด้วยคมกระสุนของเขาทุกรายซึ่งเรื่องฝีมือการยิงปืนนี้สร้างชื่อเสียงให้บิลลี่ที่โด่งดังในฐานะของคนนอกกฏหมายที่โด่งดังที่สุดในขณะนั้นและทำให้รัฐบาลต้องตั้งค่าหัวเขา 

     วาระสุดท้ายของสิงห์ปืนไวผู้นี้คือปี 1881 เขาเสียชีวิตลงด้วยการถูกยิงจากทางด้านหลังการบุกปล้นครั้งล่าสุด กล่าวกันว่าเขาถูกผู้มีอิทธิพลและรัฐบาลนั้นวางแผนร่วมกันเพื่อลอบสังหารชายผู้นี้ โดยลอบยิงด้วยไรเฟิลจากทางด้านหลัง จบตำนานสิงห์ปืนไวแห่งตะวันตกลงในวัย21ปี ภายหลังการตายของบิลลี่นั้นชาวเมืองฟอร์ดซัมเทอร์ได้สวดไว้อาลัยให้กับบิลลี่เดอะคิดสิงห์ปืนไวมือหนึ่งของตะวันตกผู้เป็นตำนานผู้นี้ด้วย ท้ายสุดร้างของเขาได้ถูกนำไปฝังไว้ที่เมืองฟอร์ดซัมเทอร์รัฐนิวเม็กซิโก โดยปัจจุบันนี้หลุมฝังศพของเขากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างมากของรัฐนิวเม็กซิโก ชื่อเสียงของเขาเองนั้นก็โด่งดังจนกระทั่งถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเองเลยทีเดียว

     บิลลี่เดอะคิดเป็นจอมโจรที่เหล่าประชาชนยกย่องดังเช่นวีรบุรุษ เรื่องราวของบิลลี่ เดอะคิด กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง การ์ตูนหรือเกมสมบัติต่างๆที่เคยเป็นของเขานั้นปัจจุบันถือว่าเป็นของล้ำค่าที่เหล่าเศรษฐีประมูลกันด้วยราคาสูงลิบ เรียกได้ว่าแม้แต่ปัจจุบันตัวเขาก็ยังเป็นชายผู้โด่งดังจวบจนวันนี้

เรียบเรียงโดย SaltAdmin
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจากboard.postjung.com/981089 และ spokedark.tv/posts/billy-the-kid/

Billy the Kid

รีวิวเซอร์แวนท์
ทดสอบการใช้งาน

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562

รีวิวเซอร์แวนท์ Billy the Kid


เซอร์แวนท์อาเชอร์: Billy the Kid

รีวิว BY YOUTUBE
ทดสอบ
------------------------------
ATK 6,890 (LV.70)   9,325 (LV.100)
HP   9,506 (LV.70) 12,889 (LV.100)
ไม่รวม โฟคุงที่สามารถเพิ่มได้อีก 1000-2000 หน่วย
Attributes: MAN
[ทำดาเมจกับ Attributes SKY +10%]
[ทำดาเมจกับ Attributes Earth -10%]
Traits: Humanoid, Male, Riding, Servant, Weak to Enuma Elish
Illustrator: Shimaudon
Voice Actor: Takano Urara
------------------------------
อัตราการดูดดาว 150
อัตราการสร้างดาว 8%
NP Charge ATK: 0.56%
NP Charge DEF: 3%
Command
QQAAB(Q2 A3 B4 EX4 hit)
------------------------------
++สกิลติดตัว++
Independent Action A
เพิ่มความแรงของคริติคอล 10%
Riding C+
เพิ่มประสิทธิภาพ Quick Card 7%

สกิลใช้งาน
======
สกิลที่ 1
======
Marksmanship A++
เป้าหมาย: ตนเอง
Cool down 7[min]- 5[max] Turn
  • เพิ่มความแรงของคริติคอล [min]60-[max]120% 1 เทิร์น
======
สกิลที่ 2
======
Quick Draw A+

เป้าหมาย: ตนเอง
Cool down 8[min]- 6[max] Turn
  • เพิ่มเกจตนเองทันที [min]30-[max]50%


======
สกิลที่ 3
======
Eye of the Mind (False) C
เป้าหมาย: ตนเอง
Cool down 8[min]- 6[max] Turn
  • ได้รับสถานะ"หลบ" 1 เทิร์น
  • เพิ่มความแรงของคริติคอล [min]16-[max]32% 3 เทิร์น
NP [Thunderer](Quick)(Single) 3 hit
  • โจมตีโดยไม่สนสถานะ "หลบ"
  • สร้างความเสียหาย 1200% -2000%
Over Charge
  • ลดอัตราคริติคอลของเป้าหมายด้วยอัตรา 
  • 10/20/30/40/50 ตามเลเวล OC 1/2/3/4/5
-------------------------
หลังผ่านเควสเสริม
----------
---------------
NP [Thunderer](Quick)(Single) 3 hit

  • โจมตีโดยไม่สนสถานะ "หลบ"
  • สร้างความเสียหาย 1600% -2400%
Over Charge
  • ลดอัตราคริติคอลของเป้าหมายด้วยอัตรา 
  • 20/30/40/50/60 ตามเลเวล OC 1/2/3/4/5
รีวิวการใช้งาน
------------
ด้านสกิล
------------
สกิลแรก
สกิลเพิ่มแรงคริที่มีผลเพิ่มความรุนแรงของคริติคอลสูงสุดถึง 120%เลยทีเดียว เป็นสกิลที่เหมาะจะใช้ตอนหน้าการ์ดสวยๆดาวพร้อมเป็นอย่างยิ่ง เสียอย่างเดียวที่คูลดาว์นนานไปหน่อยหากเทียบจากระยะเวลาการแสดงผลของสกิล
สกิลสอง
สกิลชาร์จเกจทันทีซึ่งให้เกจสูงสุดถึง 50%เลยทีเดียว สามารถใช้งานควบคู่กับCEหลายใบได้อย่างหลากหลาย และหากมีตัวที่สามารถชาร์จเกจได้สัก 50% จะดีมากเพราะเราสามารถยิงโฮกุอัดหน้าก่อนได้เลยทีเดียว
สกิลสุดท้าย
สกิลหลบที่เพิ่มความแรงคริติคอลให้ด้วย การหลบเป็นการหลบแบบ1เทิร์น ข้อดีคือเพิ่มแรงของคริติคอลด้วยซึ่งผลเพิ่มแรงคริติคอลอยู่นานถึง 3 เทิร์นและทีเดียว
-----
NP
-----
สำหรับโฮกุของบิลลี่เป็นโฮกุที่มีความพิเศษด้วยการใส่โจมตีทะลุการหลบหลีกซึ่งทำให้เป้าหมายใช้หลบเพื่อเลี่ยงดาเมจจากโฮกุนี้ไม่ได้ เป็นประโยชน์มากโดยเฉพาะเวลาใช้โจมตีใส่ตัวที่หลบและซ้ำด้วยการโจมตีธรรมดาๆเพื่อให้หลบไม่ได้ ด้านความแรงอยู่ในข่ายปานกลางแต่ด้วยความที่บิลลี่มีสกิลชาร์จเกจจึงทำให้มันยิงได้เร็ว ผลOCที่ลดอัตราคริติคอลนั้นในปัจจุบันมีประโยชน์มากแต่ด้วยความที่มันต้องOCจึงเป็นเรื่องยากสักหน่อยในการต้องเก็บเกจเพิ่ม ซึ่งโดยปกติก็ไม่มีใครเขารอกันขนาดนั้นหรอก

------------------------------
ข้อดี
  • ชาร์จเกจตัวเองได้สูง
  • มีสกิลซัพพอร์คริหลายสกิล ทำให้คริแรงมาก
  • มีสกิลหลบไว้ป้องกันตัว
  • ศัตรูไม่สามารถหลบโฮกุได้
  • สามารถใช้งานคู่กับCEได้อย่างหลากหลาย
  • หาง่าย
------------------------------
ข้อเสีย

  • พลังพื้นฐานน้อย
  • ไม่มีสกิลเสริมพลังโจมตีธรรมดาและโฮกุ
  • เป็นตัวที่ปั่นดาวได้ลำบาก
  • พึ่งพาคริติคอลมาก หากไม่มีดาวก็ทำงานลำบาก
  • สกิล 1 แสดงผลแค่1เทิร์นเท่านั้น
  • ผลลดอัตราคริจะเพิ่มขึ้นจากOCเท่านั้นซึ่งทำได้ยาก
=================
CE ที่น่าสนใจสวมใส่
=================

--------------
กลุ่มสิ้นคิด
--------------
Imaginary Around

  • [Quick +25%]
  • [Quick+30% (แบบปลด)]

-----------------------
กลุ่ม CE ควิกโฮกุ
-----------------------

Someday in Summer

  • [Quick +8%/NP DMG +8%/NP Start 30]
  • [Quick +10%/NP DMG +10%/NP Start 50 (แบบปลด)]
Halloween Princess
  • [NP DMG +15%/NP Start 30]
  • [NP DMG +20%/NP Start 50 (แบบปลด)]
Hot Spring of the Moon
  • [CRI+20%/ได้ 3 ดาวคริทุกๆเทิร์น]
  • [CRI+25%/ได้ 4 ดาวคริทุกๆเทิร์น (แบบปลด)]
----------------------
กลุ่มหลากหลาย

----------------------
Summer Little
  • [CRI+10%/NP DMG +10%/NP Gen 25]
  • [CRI+15%/NP DMG +15%/NP Gen 30 (แบบปลด)]
Three Anglers
  • [CRI+10%/NP DMG +10%/Quick +10%]
  • [CRI+15%/NP DMG +15%/Quick +15% (แบบปลด)]
--------------------
กลุ่มเฉพาะทาง
--------------------
Art of Death

  • [ตีประเภทมนุษย์ 25%]
  • [ตีประเภทมนุษย์ 30% (แบบปลด)]
-----------------------------
เซอร์แวนท์ซัพพอร์ท
-----------------------------

กลุ่มหายาก
-Scáthach-Skaði
>>[ให้ความสำคัญกับสกิล1และสกิล3ก่อนแล้วค่อยอัพสกิล2]
-เวเวอร์
>>[ทุกสกิลมีความสำคัญทั้งหมดแหละ]
กลุ่มหาง่าย
ฮานส์ (สำหรับสายคริ)
>>[สกิล1และ3 มีความสำคัญมาก][โฮกุเสริมพลังของทีมได้หลากหลายและฮีล] **ควรอัพเกรดด้วยเควสเสริมด้วย**
-----------------------------------
ติดตามผลงานอื่นได้ใน
https://www.facebook.com/SodiumAdmin/
ติดตามคลิปรีวิว/อื่นๆได้ใน
https://gaming.youtube.com/channel/UCMpLg5eudkUuzKZeoDN4UpA

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

สวนลอยบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) เป็น1ใน7สิ่งมหัศจรรย์จากโลกยุคก่อนคริสต์กาล

     กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในเกมนะครับ วันนี้ผมเกิดอยากเล่าเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งมีอยู่จริงและเป็นหนึ่งในสมบัติวีรชนของวีรชนผู้หนึ่งในเกม(แต่ตามประวัติศาสตร์มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอ)นั่นก็คือ สวนลอยแห่งบาบิโลน หรือ Hanging Gardens of Babylon      ในโลกนี้มีความลับต่างๆซ่อนอยู่มากมาย สถานที่บางแห่งในโลกถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ยุคโบราณโดยวิทยาการที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ สวนลอยบาบิโลน สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความเจริญทางอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรบาบิโลเนียและเป็น1ใน7สิ่งมหัศจรรย์จากโลกยุคก่อนคริสต์กาล
     เช่นเคยนะครับเรื่องราวของสวนลอยแห่งบาบิโลนนี้นั้นจะเป็นการบอกเล่าจากตำนานและหลักฐานทางโบราณคดีโดยไม่อ้างอิงจากเนื้อเรื่องในเกม

     สวนลอยบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดอย่างของโลก ซึ่งสร้างขึ้นราวๆ 600 ปีก่อนคริสต์กาล(ประมาณ 2600 ปีก่อน) ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อยู่ในตำนานเล่าขานโดยบันทึกของชาวกรีกและปัจจุบันยังไม่สามารถหาที่ตั้งอย่างชัดเจนของมันได้ สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ถูกสร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์ในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งบาบิโลเนีย โดยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ดำริให้สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อพระนางเซมีรามีส(ราชินีพระองค์นี้คนละคนกับเซมิรามิสใน Fate Apocrypha หรือที่เรียกกันว่า Assasin of Red แน่นอนเซมิรามิสแห่งอัสซีเรียนั้นเกิดก่อนยุคพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 หลายร้อยแีทีเดียว)ซึ่งล่าสุดมีการระบุไว้ว่าเหสีของพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2มีพระนามว่า"พระนางเอมิทิส" โดยสวนลอยแห่งนี้มีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ความรักของพระองค์ที่มีต่อพระนางโดยมีพระดำริให้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

    ตัวสวนลอยนี้ว่ากันว่ามี ระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ ปาล์ม ไม้ยืนพุ่มชนิดต่าง ๆ มีระบบชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำไทกริสไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงพันธุ์ไม้ในสวนลอยแห่งนี้ตลอดปี ซึ่งระบบชลประทานที่ใช้กับสวนลอยบาบิโลนแห่งนี้นับว่าเป็นวิทยาการที่เจริญก้าวหน้ามากในยุคนั้น และสิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือความเจริญก้าวหน้าด้านวิศวกรรมการก่อสร้างที่ให้กำเนิดสวนลอยแห่งนี้ขึ้นมาซึ่งทำให้เราต้องฉุกคิดว่านี่คืออารยธรรมจากยุคอดีตจริงหรือซึ่งความก้าวหน้าทางวิศวกรรมการก่อสร้างของชาวบาบิโลนนั้นยังเป็นสิ่งที่ทำให้เหล่านักประวัติศาสตร์ต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขา ทฤษฎีทั้งหลายต่างถูกหยิบยกมาใช้ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันเฉกเช่นวิศวกรรมการก่อสร้างมหาพิรามิดแห่งกิซา
ภาพสวนลอยแห่งบาบิโลนในจินตนาการของจิตรกร

     แล้วสวนลอยแห่งบาบิโลนมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ตรงไหนกันล่ะ? แน่นอนว่าสิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับตัวสวนลอยแห่งนี้มีหลายประการ ประการแรกนั้นการก่อสร้างสวนลอยแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีวิศวกรรมการก่อสร้างทีดีเพียงพอ แน่นอนว่าหินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างเป็นสวนลอยแห่งนี้นั้นมีน้ำหนักไม่ใช่น้อยๆหากใช้แค่แรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียวคงจะเป็นเรื่องที่ยากมากหากจะทำให้สำเร็จในรัชสมัยของราชาเพียงพระองค์เดียว ประการที่สองการผันน้ำจากแม่น้ำไทกริสซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากอีกเช่นกัน ซึ่งเราก็ไม่อาจทราบได้ว่าคนยุคนั้นใช้วิธีใดในการผันน้ำและนี่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรและการชลประทานขั้นสูงที่สามารถยกสวนพืชไปปลูกบนพระราชวังได้อย่างสวยงามไม่นับรวมวิหารสวยงามและพระราชวังอีกหลายแห่งภายในบริเวณตัวนครบาบิโลนอีกด้วย ประการสุดท้ายเนื่องจากสวนลอยแห่งนี้มีเรื่องเล่ากันว่า เหล่าพ่อค้าและผู้ที่เดินทางสันจรไปมาสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลดังนั้นขนาดของมันก็ต้องไม่ธรรมดา ดังนั้นการที่มันจะเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ควรอย่างยิ่ง

     สวนลอยบาบิโลนคือสิ่งมหัศจรรย์แห่งเดียวที่ยังไม่ทราบที่ตั้งชัดเจนของมัน และไม่มีเอกสารใดๆของบาบิโลนที่กล่าวถึงสวนลอยแห่งนี้เลย ทำให้เหล่านักประวัติศาสตร์มีการตั้งทฤษฎีต่างๆมากมายถึงการมีอยู่ของมัน โดยทฤษฎีที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นไปได้นั้นมีอยู่สามทฤษฎี
  • ทฤษฎีที่ 1 สวนนี้อาจมีอยู่จริงที่บาบิโลนและถูกทำลายด้วยปัจจัยบางอย่างในช่วงเวลาหลังคริสต์สตวรรษที่หนึ่ง 
  • ทฤษฎีที่ 2 สวนลอยบาบิโลนอาจเป็นเพียงสวนในตำนานที่มาจากจินตนาการของนักเขียนชาวกรีกและโรมันเท่านั้น โดยสมัยนั้น ทหารของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ได้มาถึงอาณาจักรบาบิโลนซึ่งรุ่งเรืองมากในยุคนั้น เมื่อพวกเขากลับไปก็ไปเล่าให้ผู้คนฟังถึงสวนลอยที่สวนงาม ต้นปาลม์ พระราชวังและหอบาเบลทำให้กวีและนักประวัติศาสตร์ต่างจินตนาการไปต่างๆนาๆ
  • ทฤษฎีที่ 3 สวนนี้แท้จริงแล้วเป็นสวนในตำนานที่ได้รับการอ้างอิงถึงสวนของกษัตริย์เชนนาเชริบของอัสซีเรียที่ตั้งอยู่ในกรุงนิเนเวห์ที่ริมแม่น้ำไทกริส ใกล้เมืองโมซูลของประเทศซีเรียในปัจจุบัน


     ที่สำคัญคือทั้งสามทฤษฎีไม่สามารถระบุได้ว่าทฤษฎีนั้นเข้าใกล้ความจริงเกี่ยวกับสวนลอยบาบิโลนนี้มากที่สุด เพราะทุกครั้งที่มีการอ้างถึงทฤษฎีที่เป็นไปได้มากที่สุดก็มักจะมีหลักฐานมาโต้แย้งกันได้เสมอๆ สถานที่แห่งนี้จึงยังไม่มีการค้นพบที่ตั้งแน่นอนของมันจวบจนปัจจุบันและคงมนต์ขลังให้นักประวัติศาตร์ค้นหากันต่อไป

     เรื่องราวของสวนลอยบาบิโลนก็จบลงเพียงเท่านี้แต่ว่ามนต์เสน่ห์ของความมหัศจรรย์แห่งนี้ก็ถูกหยิบยกไปเป็นแรงดลบันดาลใจให้เหล่านักประพันธ์รุ่นหลังหยิบยกไปใช้ในงานเขียนของตนเองจนถึงปัจจุบัน

เรียบเรียงโดย SALT ADMIN

ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก

th.wikipedia.org และ 7thingspacial.wordpress.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เพนธีซิเลียราชินีแห่งชนเผ่าอเมซอน

เพนธีซิเลีย (Penthesilea) ราชินีแห่งชนเผ่าอเมซอน

     กลับมาอีกครั้งกับการเล่าประวัติของเซอร์แวนท์ผ่านหน้าประวัติศาสตร์หรือตำนาน ก่อนหน้านี้ผมก็เคยได้เล่าเกี่ยวกับเซอร์แวนท์หญิงที่เป็นวีรสตรีไปบ้างแล้ว และวันนี้ก็ผมจะมาเล่าประวัติเกี่ยวกับเซอร์แวนท์อีกคนที่เป็นหญิงเช่นกันซึ่งครั้งนี้เธอคือราชินีของชนเผ่านักรบสตรีอมาซอนซึ่งมาจากในตำนานกรีกนั่นเอง ชื่อของเธอก็คือเพนธีซิเลียราชินีแห่งชนเผ่าอเมซอน

     เช่นเคยนะครับเรื่องราวที่ผมบอกเล่านี้จะเป็นการบอกเล่าจากตำนานกรีกโดยไม่อ้างอิงจากเนื้อเรื่องในเกม

     ว่ากันว่าราชินีเพนธีซิเลียเป็นธิดาของเทพเจ้าแห่งสงครามอารีสแห่งเขาโอลิมปัสกับราชินีโอเทรราผู้ก่อตั้งชนเผ่าอเมซอนโดยมีพี่น้องร่วมสายเลือดคือ ฮิพโพลิตา,อันติโอปีและเมลานิพปีโดยเพนธีซิเลียนั้นเป็นน้องคนสุดท้องจากพี่น้องที่มีกันเพียง4คน

     บางตำนานได้กล่าวถึงตัวเธอซึ่งเกี่ยวข้องกับ12มหาภารกิจของวีรบุรุษเฮราเครส (Heracles)ซึ่งเป็นตอนที่เฮราเครสต้องไปนำเข็มขัดทองคำของฮิพโพลิตามามอบให้ยูริทัส ซึ่งเฮราเครสได้เจรจากับฮิพโพลิตาจนสำเร็จและเตรียมจะนำเข็มขัดทองคำนี้ไปมอบให้ยูริทัสอยู่แล้วทว่าเฮร่า(Hera)ราชินีแห่งสวรรค์ผู้ชิงชังตัวเฮราเครสก็ได้ยุยงให้ชาวอเมซอนคิดว่าเฮราเครสจะทำร้ายราชินีของพวกนางการต่อสู้แบบตะลุมบอนจึงเกิดขึ้นและด้วยความชุลมุนนั้นฮิพโพลิตาจึงเสียชีวิต ซึ่งนี่เป็นเหตุให้เพนธีซิเลียเสียใจอย่างที่สุดและปรารถนาที่จะตายตกไปตามกันไปกับพี่สาวของตนแต่ตามธรรมเนียมของอเมซอนนั้นการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่หน้าละอายหากยังต้องการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีเอาไว้นั้นนับรบอเมซอนจะต้องตายในสนามรบเท่านั้น


     ซึ่งบางตำนานได้กล่าวว่า ฮิพโพลิตาเสียชีวิตในระหว่างการล่ากวางโดยความผิดพลาดในการขว้างหอกของเพนธีซิเลีย ซึ่งสิ่งเดียที่เหมือนกันในสองตำนานนี้คือ ความตายของฮิพโพลิตาทำให้เพนธีซิเลียปรารถนาที่จะตายตกไปตามกันไป ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ผมได้อธิบายไว้ข้างต้นตามธรรมเนียมของชาวอเมซอนการฆ่าตัวตายนั้นเป็นเรื่องน่าละอายดังนั้นนางจึงเลือกหาสนามรบที่เหมาะสมและคู่ควรที่นางจะตายซึ่งในที่สุดนางก็เลือกสงครามกรุงทรอยเป็นสถานที่ตายของนาง

     ราชาไพรอัมแห่งทรอยหลังจากเสียเฮ็คเตอร์บุตรชายที่รักยิ่งของตนไปจากการต่อสู้กับอคิลลิสได้ขอความช่วยเหลือจากราชินีเพนธีซิเลีย ราชินีเพนธีซิเลียนอกจากจะหาสถานที่ตายเพื่อรักษาเกียรติของตนแล้วหล่อนยังเกลียดอคิลลีสอยู่ตั้งแต่แรกทั้งจากชื่อเสียงแห่งความยะโสโอหังของเขาและพฤติกรรมน่ารังเกียจที่ทำกับศพของเฮ็คเตอร์ด้วยนางจึงตกลงที่จะช่วยเหลือราชาไพรอัมแห่งทรอย ว่ากันว่าเธอนำกองกำลังนักรบชาวอเมซอนเพียง 12 คน เข้าจู่โจมกองทัพกรีกที่กำลังฮึกเฮิมจากชัยชนะด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ ขุนศึกและทหารกรีกหลายคนถูกเธอและกองกำลังเพียงหยิบมือปลิดชีพ ยอดฝีมืออย่างอะแจ๊กซ์ที่เข้ามาช่วยเหลือเองก็พ่ายแพ้ไม่เป็นท่าจนร้อนถึงอคิลลิสต้องมาปราบนางด้วยตนเอง

     การต่อสู้ของเพนธีซิเลียกับอคิลลิสมีอยู่สองตำนาน ตำนานแรกคือทั้งสองต่อสู้กันนานเหมือนครั้งที่อคิลลิสสู้กับเฮกเตอร์แต่ท้ายสุดเธอก็ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด(อคิลลิสนั้นมีความคงกระพันหากไม่โจมตีไปที่ข้อเท้าก็ไม่มีวันฆ่าเจ้าหมอนี่ได้) และอีกตำนานหนึ่งกล่าวไว้ว่าอคิลลิสที่เข้าปะทะเพนธีซิเลียข้างหอกของเขาปลิดชีพเธอในทันที ซึ่งหลังจากที่เพนธีซิเลียเสียชีวิตอคิลลิสก็เข้ามาเปิดหมวกเกราะของเธอออกซึ่งก็ตกตะลึงที่เห็นว่าเพนธีซิเลียที่เป็นสตรีเพศและยังรู้สึกผิดที่ฆ่าผู้หญิงอีกด้วย ทว่าบางตำนานได้กล่าวไว้ว่าอคิลลิสเกิดหลงไหลในความงามของนางจึงนำร่างของนางกลับไปที่พักของตน

     ผมจะไม่ขออธิบายประวัติส่วนนี้ต่อมากเพราะจะกลายเป็นลามเข้าไปในประวัติของอคิลลิสแทน โดยผมจะขออธิบายเกี่ยวกับตัวเพนธีซิเลียต่ออีกสักนิดโดยแม้ว่าเธอจะตายไปแล้วร่างของเธอก็ยังสร้างความโกลาหลให้กับทัพกรีกอยู่ เมื่อแม่ทัพหลายคนของกรีกได้เห็นพระศพพวกเขาก็หลงไหลในความงามของนางเช่นกันจึงได้พยายามยามแย่งชิงพระศพ ทำให้กลายเป็นการทะเลาะวิวาทของคนในกองทัพเดียวกันซึ่งเป็นโอกาสให้ปารีสใช้ธนูยิงไปที่เอ็นร้อยหวายของอคิลลิสจนเสียชีวิต ซึ่งในบางตำนานนั้นไม่มีเหตุการทะเลาะวิวาทแย่งชิงพระศพของราชินีเพนธีซิเลียแต่อคิลลิสนั้นเป็นคนนำพระศพของราชินีเพนธีซิเลียไปเองและเมื่อตกแต่งพระศพให้เสร็จแล้วเขาก็ทำพิธีเผาพระศพให้อย่างสมเกียรติตามธรรมเนียม

     นับว่าเป็นอีกหนึ่งวีรสตรีซึ่งแม้จะตายก็ตายได้สมศักดิ์ศรีของนักรบเรื่องราวของตัวเธอถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งของมหากาพย์อีเลียดของกรีกแต่ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญเลยทีเดียวซึ่งตัวเธอนั้นยังได้ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามทรอยอีกด้วย

เรียบเรียงโดย SALT ADMIN
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก
http://runesdivinator.blogspot.com และ http://legendtheworld.blogspot.com