วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562

คิเมร่า เป็นสัตว์ในเทพนิยายกรีก

เรื่องราวของตำนานในโลกจริงกับเกม
     ในโลกของเกมแนวแฟนตาซีมักจะมีสิ่งมีชีวิตประหลาดๆมากมาย ในเกมเฟทแรนด์ออเดอร์เองก็เช่นกัน เองวันนี้ผมจะมาพูดถึงไคเมร่าสิ่งมีชีวิตสุดโหดที่มีตัวตนอยู่ในตำนานกรีกกัน
     ก่อนหน้านี้ผมได้พูดถึงตัวเอกหรือเหล่าวีรบุรุษกันมามากแล้ว แต่ว่าในตำนานนั้นไม่ได้มีแค่วีรบุรุษ แล้วจะมีวีรบุรุษไปทำไมล่ะถ้าไม่มีภารกิจสุดโหด นั่นก็คือก่อนจะมีวีรบุรุษย่อมต้องมีตัวร้ายหรือสัตว์ประหลาดมาก่อนนั่นเอง ซึ่งวันนี้ผมจะมาพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวตัวหนึ่งในตำนาน ไคเมร่า นั่นเอง (อังกฤษ: Chimera ; กรีก: Χιμαιρα [Khimaira] ; ละติน: Chimæra)
     ไคเมร่า หรือที่บางคนเรียกว่าคิเมร่า เป็นสัตว์ในเทพนิยายกรีก ซึ่งตามตำนานกรีก ไคมีร่าเป็นสัตว์เพศเมียที่มี 3 หัว พ่อของไคมีร่าเป็นยักษ์ชื่อ Typhon ซึ่งเป็นสิ่งที่พระแม่ธรณีไกอาให้กำเนิดขึ้นมา ส่วนแม่ไคเมร่าเป็นครึ่งงูชื่อ Echidna ซึ่งในภาษากรีกโบราณ ไคมีร่าแปลว่า แพะเด็กเพศเมีย หรือบางแหล่งว่า แพะเพศเมีย
     ตามบทกวีของโฮเมอร์ได้กล่าไว้ว่าไคเมร่าเป็นสายพันธุ์ของเทพ ไม่ใช่ของมนุษย์ ใบหน้ามีลักษณะเป็นสิงโต, ในส่วนหลังเป็นงู และในส่วนกลางลำตัวเป็นแพะ หายใจออกเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนแรง ซึ่งหากจะคิดตามโฮกเมอร์แล้วก็มีความเป็นไปได้อย่างมาก เพราะไกอานี่เป็นผู้ให้กำเนิดไคเมร่านั้นเป็นบรรพบุรุษของเหล่าทวยเทพแห่งโอลิมบัสทั้งหลาย
     ในตำนานกรีกกล่าวไว้ว่าไคมีร่านั้นสร้างความเสียหายให้ กับนครไลเซียเป็นอย่างมาก ดังนั้นพระราชาโลบาเตสจึงเฟ้นหาคนที่จะกำจัดมันอย่างยากลำบาก เหล่าผู้กล้าที่ผู้จ้างมากจากราชาต่างพากันล้มตายจำนวนมาก และชื่อเสียงของเจ้าคิไม่ร่าก็ยิ่งโด่งดังจนเหล่าผู้คนได้แต่ยอมรับชะตากรรมที่มันจะมอบให้เท่านั้น แต่ในเวลาที่เลวร้ายที่สุดนั้น เบโลฟอน(Bellerophon คุ้นๆไหม ท่าNPของเมดูซ่านั่นเอง) นั้นปรากฏตัวพร้อมกับรับภารกิจสุดอันตรายนี้จากราชา เบโลฟอนทราบดีว่าไคเมร่านั้นทรงพลังและรวดเร็วจนเขาไม่สามารถเข้าใกล้มันได้ หากไปตัวเปล่าก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆปลี้ๆ ดังนั้นเขาจึงต้องมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและรวดเร็วเพียงพอที่จะต่อกรกับไคเมร่าอย่าสูสีเสียก่อน นั่นคืออาชาบินเพกาซัสนั่นเอง เบโลฟอนไปจับเพกาซัสและใช้มันในการต่อกรกับไคมีร่า แต่กระนั้นอาวุธใดๆที่เขาใช้ก็แทบไม่ระคายผิวของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอย่างไคมีร่าได้ หนำซ้ำหัวของไคเมร่ายังช่วยให้มันมองได้รอบทิศโดยไร้ซึ่งจุดบอดอีกด้วย การต่อสู้ระหว่าเบโลฟอนและไคมีร่าเป็นไปอย่างยากลำบากและเบโลฟอนเองยังต้องหลบเปลวเพลิงที่พวกพุ่งออกมาจากปากของมันอีกด้วย แต่ท้ายสุดด้วยปัญญาของเบโลฟอน เขาจึงใช้อุบายยิงธนูเข้าไปในปากของไคเมร่า โดยลูกธนูนี้มีตะกั่วเสียบไว้ที่ปลายด้วย ไคเมร่าที่ไม่ได้รู้สึกถึงภยันอันตรายก็ได้พ่นไฟใส่ลูกธนูให้มอดไหม้ไป แต่ตะกั่วที่ถูกความร้อนหลอมละลายนั้นกลับเข้าไปในปากอุดหลอดลมและทำให้มั้นถึงแก่ความตายในทันที
     ณ ปัจจุบันมีการใช้คำว่าไคเมร่าอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ลูกผสมทั้งหลายแหล่ แต่ในวงการของเกม อนิเม นิยายต่างๆ เจ้าไคเมร่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกหยิบยกชื่อไปใช้เป็นประจำเลยล่ะ
ขอบคุณข้อมูลก่อนการฟิวชั่นจาก
http://magicacademe.blogspot.com https://th.wikipedia.org และคุณ BeelzeBufo จาก www.dek-d.com
#เพจเกลือ #สัตว์ประหลาด #ตำนานกรีก

เกโบลก์หอกแห่งความตาย


อาวุธซึ่งมีตัวตนอยู่ในตำนานของโลกจริง
     คราวก่อนนู้นเลยผมเคยเล่าเกี่ยวกับตำนานดาบไปเล่มหนึ่งแล้ว ในวันนี้ผมจะขอเล่าตำนานของอาวุธอีกชิ้นหนึ่งบ้าง นั่นก็คือ เกโบลก์ หอกคู่ใจของพลหอกดวงซวยคูฮูลินท์นั่นเอง
     ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน ผมขอเล่าตำนานโดยไม่เกี่ยวข้องกับจักรวาลFATEนะครับ
     เกโบลก์ Gáe Bulg หรือ Gáe Bulga , Gáe Bolg , Gáe Bolga , เป็นอาวุธคู่กายของสุดยอดนับรบของไอริชคูฮูลินท์ และเป็นอาวุธที่เจ้าตัวใช้ประกอบวีรกรรมอย่างมากมายตลอดชีวิต ชื่อของหอกนั้นมีความหมายหลายอย่างเช่น "หอกแห่งความตาย" "หอกแห่งความเจ็บปวด" หรือแม้กระทั่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า "หอกที่มีรอยบาก" ตามรูปลักษณ์ของมัน เกโบลก์เป็นหอกที่ถูกเชื่อว่ามีอยู่จริงใน Ulster Cycle ของ ตำนานของชาวไอริส
     แรกเริ่มเดิมทีหอกเล่มนี้ไม่ได้เป็นของคูฮูลินท์ แต่เป็นของสกาสฮะ (Scáthach) สุดยอดนักรบหญิงซึ่งเป็นปรมจารย์ศิลปะของการต่อสู้แห่งยุด ตัวหอกเล่มนี้ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นจากกระดูกของสัตว์ประหลาดในทะเลที่มีชื่อว่า Coinchenn (เท่าที่ผมหาดูจากหลายๆที่แล้วมันมีรูปร่างคล้ายๆหมึกยักษ์) ซึ่งตายลงขณะต่อสู้กับสัตว์ทะเลอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Curruid (สัตว์ประหลายที่มีรูปร่างคล้ายๆปลา คงเป็นวาฬล่ะมั้ง) ตามตำนานกล่าวไว้ว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นจากหอกเล่มนี้จะไม่สามารถรักษาได้
     เกโบลก์นั้นมีการอธิบายเกี่ยวกับรูปร่างไว้หลายๆแบบ บางตำนานเล่าว่าเป็นหอกที่มีเจ็ดคม บางตำนานกล่าวไว้ว่ามีหนาม 7 คม ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริงๆการรักษาบาดแผลจากหอกเล่มนี้คงทำได้ยากยิ่ง อย่างที่กล่าวมาข้างต้น คูฮูลินท์ใช้เกโบลก์สร้างวีรกรรมไว้อย่างมากมาย นั่นทำให้เขาเป็นยอดนักรบที่มีชื่อเสียงอย่างมากในตำนานไอริส และเจ้าหอกนี้เองนี่แหละที่เป็นอาวุธที่สังหาร Connla ลูกชายของเขาเองด้วย
     หอกเล่มนี้นั้นทำหน้าที่เป็นอาวุธคู่กายของคูฮูลินท์จวบจนวาระสุดท้ายของเขา และงานศิลปะที่มีคูฮูลินท์นั้นมักจะถือหอกคู่ใจเล่มนี้เสมอ
     เช่นเดียวกับอาวุธในตำนานหลายๆชิ้น หอกเล่มนี้เองก็ไม่สามารถระบุได้ว่ามีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์หรือไม่ และตำนานไอริสนั้นก็ค่อนข้างที่จะมีการนำเสนอในรูปแบบงานแปลน้อยมากอีกด้วย
     ชื่อหอกเล่มนี้มักจะถูกหยิบยกชื่อไปใช้ในเกม นวนิยาย นิยาย จึงเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่คงจะติดหูของเพื่อนๆอยู่พอสมควร
     ถ้าหอกเล่มนี้ทำจากกระดูกของเจ้า Coinchenn จริงๆ แสดงว่าปลาหมึกในตำนานไอริสมีกระดูก พระเจ้าช่วย!!
เรียบเรียงโดย แอดมินเกลือ
ขอบคุณข้อมูลก่อนเรียบเรียงจาก
www.wikipedia.org

จิงเคอนักลอบสังหารที่เกือบจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีน


เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเ
กม
จิงเคอนักลอบสังหารที่เกือบจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีน

     ในประวัติศาสตร์ของชนชาติจีนนั้น ฮ่องเต้ผู้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดพระองค์หนึ่งก็คือจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ซึ่งรวบรวมแว่นแคว้นทั่วหล้าผนวกเป็นอาณาจักรของตนเองได้สำเร็จ และเหล่าทุกคนในโลกก็ต่างเข้าใจดีว่าพระองค์เป็นจักรพรรดิที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกในยุคที่ทรงพระชนม์ชีพ

     ทว่าวันนี้ก็ไม่ได้มาพูดถึงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หรอกครับ แต่จะมาพูดถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ และเป็นคนที่เกือบจะปลิดชีวิตฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ได้ นามนั้นก็คือ จิงเคอ

     จิงเคอ เป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน ที่ไทจื่อตันจ้างวานให้สังหารฉินอ๋องเจิ้ง(ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นฉินซีฮ่องเต้) ซึ่งในขณะนั้นแคว้นใหญ่ทั้งเจ็ดซึ่งประกอบด้วย ฉิน ฉู่ เว่ย จ้าว หาน เอี้ยน และ ฉี ได้ถูกฉินตีแตกผ่ายไปสองแคว้นแล้วซึ่งก็คือ แคว้นหานและแคว้นจ้าว เมื่อการคานอำนาจของแคว้นทั้งเจ็ดเริ่มสั่นคลอนไทจื่อตันเองก็อยู่เฉยไม่ได้เช่นกัน ด้วยดำริว่าหากฉินไม่มีฉินอ๋องเจิ้งแผนรวมแผ่นดินของฉินก็ไม่มีวันสำเร็จ ดังนั้นแผนลอบสังหารจึงเริ่มต้นขึ้น

     ทว่าการเกลี้ยกล่อมจิงเคอให้รับงานนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย ท้ายสุดไทจื่อตันก็ต้องลงแรงมาเอาอกเอาใจจิงเคอด้วยตัวเองเพื่อซื้อใจ

     ไทจื่อตันเชิญจิงเคอมาในงานเลี้ยงสังสรรค์และจัดหาสุราชั้นดีและนางรำที่สวยที่สุดในแคว้นเอี้ยนมาให้ แม้กระนั้นจิงเคอก็ยังไม่รับงานของไทจื่อตัน

     ระหว่างที่ดื่มสรุาจนได้ที่ในที่สุดจิงเคอก็พูดออกมากลางงานว่า “เค้าว่ากันว่าหากได้ตับม้าที่สามารถวิ่งได้วันละพันลี้ มาแกล้มสุราก็คงจะดีไม่น้อย” สิ่งที่เขาพูดออกมานี้ทำให้แขกในงานตกใจไม่น้อยเพราะม้าที่แข็งแรงขนาดนั้นในแคว้นจะมีสักกี่ตัวกันเชียว ทว่าไทจื่อตันกลับสั่งให้ลูกน้องไปฆ่าม้าตัวโปรดของตนและนำมาเป็นกลับแกล้มให้จิงเคอ การกระทำนี้ซื้อใจจิงเคอได้จริงๆ และที่เขาพูดออกมานั้นก็เพียงเพราะอยากลองใจไทจื่อตัน

     แผนสังหารเริ่มขึ้นโดยจิงเคอได้แจ้งไทจื่อตันว่าการจะลอบสังหารฉินอ๋องที่มีความระแวดระวังตัวอย่างมากนั้นทำได้ยาก ทว่าหากนำสิ่งที่ฉินอ๋องต้องการมากไปเป็นเครื่องบรรณาการนั้นจะทำให้ฉินอ๋องคลายการระวังตัวจนเขาสามารถเข้าใกล้ได้ โดนสิ่งแรกที่เขาขอก็คือม้วนแผนที่ที่แสดงจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมดของแคว้นเอี้ยน อย่างที่สองก็คือหัวของฝานอีฉีซึ่งเป็นอดีตทหารที่แปรพักตร แม้จะมีการทัดทานจากเหล่าขุนนางทว่าฝานอีฉีกลับเลือกที่จะทำตามแผนของจิงเคอ เขาปลิดชีวิตตัวเองเพื่อเป็นใบเบิกทางให้จิงเคอไปถึงตัวฉินอ๋อง(ฝานอีฉีนั้นครอบครัวถูกฉินอ๋องสังประหารเพราะแพ้ในการศึกแลยมีความแค้นอย่างรุนแรงกับฉินอ๋อง)

     เมื่อทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์จิงเคอก็ออกเดินทางไปยังแคว้นฉินเพื่อทำตามแผน คณะเดินทางของเขาถูกตรวจคนอย่างละเอียดแม้จะนำเครื่องบรรณาการมาให้ฉินอ๋อง

     ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าอาวุธของจิงเคอนั้นไม่ได้พออยู่กับตัว แต่เขาซ่อนมันไว้ในม้วนแผนที่จุดยุทธศาสตร์ และนี่เป็นที่มาของสำนวนจีนว่า สุดแผนที่มีกั้นหยั่น และเมื่อสบโอกาสที่ฉินอ๋องคลายการระวังตัว จิงเคอได้นำแผนที่ให้ให้ฉินอ๋องทอดพระเนตรใกล้ๆ

     ด้วยความซวยของจิงเคอหรือโชคดีของฉินอ๋องก็ไม่ทราบ มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ปลายสุดของแผนที่ดันแล่บออกมาให้เห็น แผนการลอบสังหารฉินอ๋องครั้งนี้จึงล้มเหลว ถึงแม้จิงเคอจะพยายามใช้มีดสั้นนั่นจ้วงแทงฉินอ๋องแล้วก็ตาม แต่ฉินอ๋องก็หลบหลีกไปได้พ้น ท้ายสุดเป็นฝ่ายจิงเคอและพรรคพวกจึงถูกองครักษ์ของฉินอ๋องสังหารลงในท้องพระโรงในทันที

     เมื่อแผนพลาดความซวยก็บังเกิดกับไทจื่อตันเพราะฉินอ๋องส่งแม่ทัพหลี่ซิ่นไปตี้แคว้นเอี้ยนในทันที และเพราะความต่างของประสิทธิภาพกองทัพ อ๋องแห่งแคว้นเอี้ยน จึงต้องยอมแพ้โดยแลกกับหัวของไทจื่อตันลูกชายของตัวเอง ท้ายสุดแคว้นเอี้ยนก็ถูกฉินตีแตกผ่ายในอีกเพียงสามปีถัดมา

เรียบเรียงโดย แอดมินเกลือ
ขอบคุณข้อมูลก่อนการฟิวชั่นจาก
th.wikipedia.org www.spokedark.tv และhttp://www.komkid.com/

แอสซาซิน นักลอบสังหารผู้เร้นกาย คมมีดลอบเร้นที่พร้อมลงมือจากมุมมืด


แอสซาซิน นักลอบสังหารผู้เร้นกาย คมมีดลอบเร้นที่พร้อมลงมือจากมุมมืด
     แอสซาซินนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ แต่มันไม่ใช่ชื่อตัวบุคคลแต่มันเป็นชื่อกลุ่ม มีความเชื่อว่า “ฮัชชาชียะห์” นักลอบสังหารจากศตวรรษที่ 11 ที่อาจจะเป็นต้นแบบคำว่า “แอสซาซิน”
     ฮัชชาชียะห์ คือเหล่านักฆ่าที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในแถบเปอร์เซียและซีเรียในศตวรรษที่ 11 กล่าวกันว่าถูกก่อโดย “ฮัสซัน อิ ซับบาห์” ผู้นำของ “นิซาริส” นักรบของเหล่า “อิสมาอีลียะฮ์” กลุ่มความเชื่อกลุ่มหนึ่งจากนิกายชีอะฮ์อีกที
     ฮัสซัน อิ ซับบาห์ เป็นชายผู้เคร่งศาสนามาก และเขาเป็นผู้สอนสั่งวิชาทั้งหลายแก่ผู้ติดตามผู้ภักดีทั้งหมด แน่นอนว่าวิชาลอบสังหารทั้งหลายถูกถ่ายทอดให้เหล่านักลอบสังหารเหล่านี้ในรูปแบบวิชาต่างๆ วิชาที่โดดเด่นที่กลุ่มนักลอบสังหารเหล่านี้คือ วิชาการปลอมตัว วิชาลอบสังหาร และยาพิษต่างๆ แน่นอนว่าเหล่านักลอบสังหารเหล่านี้กลายมาเป็นมือเท้าให้ฮัสซันด้วยความภักดีและยึดถือหลักศาสนาแบบเดียวกันกับฮัสซัน
     ว่ากันว่าแอสซาซินสามารถเดินทางไปได้ในแทบทุกที่โดยที่ไม่มีใครรู้ และสังหารได้แม้แต่ราชา ซึ่งผลงานที่ทำให้พวกเขาโด่งดังในประวัติศาสตร์ก็อย่างเช่นการสังหารขุนนาง “คอนราดแห่งมงแฟรา” ผู้หนึ่งในผู้นำทัพแห่งสงครามครูเสดครั้งที่สาม ด้วยการปลอมตัวเป็นพระคริสเตียน
     นอกจากวิชาการปลอมตัวแล้วเหล่าแอสซาซินยังมีชื่อเสียงในด้านการใช้สงครามทางจิตวิทยาเป็นอย่างมากอีกด้วย ตามประวัติศาสตร์นั้นมีระบุไว้ว่า สุลต่านยอดนักรบอย่างซาลาดินเอง ก็เคยตื่นมาพบว่ามีมีดอาบยาพิษพร้อมข้อความจากแอสซาซินที่ว่าหากจะฆ่าเขาหากเขาไม่ถอนทัพด้วย ซึ่งสร้างความหวาดกลัวแก่ซาลาดินมากจนเขายอมสงบศึกกับแอสซาซินเลยทีเดียว
     ภายหลังจากที่ฮัสซัน อิ ซับบาห์ จากไป ตัวแทนของเขาได้ยึดถือแนวทางการต่อสู้เช่นเดียวกับฮัสซันและพวกเขาสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ สุลต่าน ญะลาลุดดีน คอรัซมชา เพื่อต่อสู้กับมองโกลที่กำลังบุกรุกอิหร่านในขณะนั้น ท้ายสุดในปี 1256 กลุ่มเขาก็ถูกทำลายจนสิ้นด้วยฝีมือนับรบชาวมองโกล ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียงในฐานะกลุ่มนักลอบสังหารที่น่าหวาดหวันที่สุดในประวัติศาสตร์ไว้บนโลกจวบจนปัจจุบัน
     ไม่มีใครสามารถบอกได้ชัดเจนว่าแอสซาซินนั้นเป็นกลุ่มที่ดีหรือชั่วร้าย ที่แน่ๆคือสำหรับคนที่เป็นพวกเดียวกับเขาการกระทำของพวกเขาย่อมถูกมองเป็นดังเช่นวีรบุรุษ แต่สำหรับคนที่ถูกลอบสังหารคงไม่คิดแบบเดียวกันแน่นอน
เรียบเรียงโดย แอดมินเพจเกลือนี่แหละ
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียงจาก
www.catdumb.com และ www.th.wikipedia.org

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ดวงประทีปผู้เป็นแสงสว่างกลางสนามรบ


วิชาประวัติศาสตร์กับเกมเกลือๆ
ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สุภาพสตรีแห่งดวงประทีปผู้เป็นแสงสว่างกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย
     กลับมาพบกับบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อีกเช่นเคย ครั้งนี้ผมมาเล่าเกี่ยวกับประวัติของเซอร์แวนท์คนหนึ่งซึ่งเธอมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เธอคนนั้นก็คือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล นั่นเอง
     ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เกิดเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2363 เป็นบุตรีของ เศรษฐีชาวอังกฤษ ชื่อ เอ็ดวาร์ด วิลเลียม ไนติงเกล และ ฟาร์นีย์ ไนติงเกล ผู้เป็นชาวชาวฝรั่งเศส แรงดลบันดาลใจที่จะช่วงเหลือผู้คนของเธอเริ่มด้วยจากการอธิษฐานตามธรรมเนียมปฏิบัติของคริสเตียน ปฏิญาณตนเองที่จะทำงานพยาบาล ความรู้สึกนี้แรงกล้า และเหนี่ยวรั้งเธอให้ปฏิเสธบทบาทการเป็นภรรยาและแม่ในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งในอดีตนั้นอาชีพพยาบาลถูกรังเกียจว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำของสังคมเพราะมักจะถูกมองว่าต้องอยู่กับความสกปรกและสิ่งน่ารังเกียจ ปฏิญาณอันแรงกล้านี้ทำให้พ่อแม่ของเธอทุกข์ใจอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจขัดขวางความมุ่งมั่นในการเป็นพยาบาลของเธอเอาไว้ได้
     การทำงานของเธอเริ่มจากงานดูแลคนยากจนและคนอนาถา จนกระทั่ง เธอได้ทำงานอาชีพพยาบาลจริงๆเมื่อ พ.ศ. 2394 ที่ศิษยาภิบาลของไคเซอร์เวิทในเยอรมันนี จนกระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2396 (1853) ไนติงเกล รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพยาบาลสำหรับสุภาพสตรีที่เจ็บป่วย ในถนนฮาร์ลีย์เหนือ ที่ลอนดอน
     ในที่สุดชื่อของเธอก็ถูกรู้จักในฐานะ ดวงประทีปผู้เป็นแสงสว่างกลางสนามรบ เมื่อสงครามไครเมียเกิดขึ้น
     ทุกคนคงทราบกันดีว่าสงครามนั้นมีแต่ความโหดร้าย ในเมื่อเป็นศัตรูก็จำเป็นต้องห้ำหันกันเท่านั้น มนุษย์ต่างปฎิบัติต่อกันและกันราวกับทำกับว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่มนุษย์ การเข่นฆ่าในสนามรบนั้นเป็นเรื่องที่สยดสยองแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความตายที่มาจากโรคระบาดต่างหาก วันแล้ววันเล่าที่ทหารสู้รบกัน วันแล้ววันเล่าที่การรักษษพยาบาลทำอย่างขอไปที่ ในที่สุดจากหลักหน่วย ก็กลายเป็นหลักสิบ จากหลักสิบก็กลายเป็นหลักร้อย และไม่นานก็กลายเป็นหลักพัน
     ในไม่นานสนามรบไครเมียก็เหมือนนรกดีๆนี่เอง ความตายเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะถูกฆ่าด้วยมือมนุษย์ด้วยกันเองหรือตายด้วยโรคระบาดก็ตามที วันแล้ววันเล่าที่มีคนเป็นโรคระบาดตาย และคนที่ตายไปนั้นการเป็นพาหะในการแพร่ระบาดโรคร้ายอื่นๆต่อไปยังพวกพ้อง ไม่แน่ว่าการตายด้วยมือของมนุษย์ด้วยมือมนุษย์ด้วยกันเองอาจจะถือว่าเป็นความกรุณาอย่างหนึ่งก็เป็นได้ เพราะผู้ป่วยที่ต้องตายเพราะโรคระบาดนั้นต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่า
     ไนติงเกลได้รับรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการที่น่าหดหู่และขยะแขยงในการรักษาพยาบาลบาดแผลเหล่านี้ เธอตัดสินในทันทีที่จะละทิ้งชีวิตที่สุขสบาย เข้าสู่สนามรบในฐานะพยาบาล พร้อมกันนั้นก็ยังพาคณะนางพยาบาลอาสาสมัครหญิง 38 คนที่ได้รับการฝึกจากเธอไปด้วย เธอและผู้ร่วมอุดมการณ์เริ่มทำความสะอาดหน่วยพยาบาลและอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน และจัดระบบการรักษาดูแลคนไข้เสียใหม่ แม้กระนั้นความตามตามของมนุษย์ก็ใช่ว่าจะหยุดกันได้ง่ายๆ ซึ่งในขณะนี้นั่นเองที่เธอได้ทำสถิติเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุการตายของผู้ป่วย และเป็นเธอนั่นเองพัฒนาแผนภาพ "โพลาแอเรีย ไดอะแกรม" ที่แสดงข้อมูลการเสียชีวิตที่มาจากสภาพหรือการปฏิบัติที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเป็นการบุกเบิกด้าน สถิติศาสตร์ ทางการสาธารณสุข
     ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตในการช่วยกิจการของการพยาบาลอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับตั้งแต่ ค.ศ.1860 จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 90 ปี ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1910 ซึ่งพิธีฝังศพของเธอถูกจัดใน อารามเวสต์มินสเตอร์ โดยมีเฉพาะคนใกล้ชิดเท่านั้นที่เข้าไปร่วมพิธีนี้ ณ ปัจจุบันศพของเธอถูกฝังใน สุสานโบสถ์เซนต์มาร์กาเรตที่เวลโลว์ตะวันตก แฮมเชียร์

เรียบเรียงโดย แอดมินคนเดิม เพิ่มเติมคือยังไม่มีกาฉะให้หยอด
ขอบคุณข้อมูลก่อนการเรียบเรียง
Wiki และ www.gotoknow.org

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ต้นกำเนิดแห่งเทพนิยายWalt Disney



เรื่องราวจากประวัติศาสตร์

     ในโลกFATEนั้นวีรชนจะเป็นเซอร์แวนท์ที่คอยช่วยเหลือมาสเตอร์โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการรบทัพจับศึก แต่ก็มีวีรชนบางคนที่ไม่ได้มีความสามารถทางการรบ วันนี้ผมจะมาพูดถึงคนหนึ่งที่มีชื่อเสียดังกระฉ่อน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับศึกสงครามแม้แต่นิ๊ดเดียว วีรชนที่มีตันตนในโลกจริง วีรชนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในการรบแต่มีชื่อเสียงด้านงานเขียน "ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน" นั่นเอง

     "ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน" หรือ แอนเดอร์เซน เป็นนักเขียนชาวเดนมาร์ก ผู้ที่เขียนหนังสือเอาไว้มากมาย ทั้งบทละคร นวนิยาย หนังสือท่องเที่ยว แต่สิ่งหนึ่งที่โด่งดังที่สุดในงานเขียนของเขาคือ นิทานเทพนิยายของเค้าเป็นงานเขียนที่กูกแปลบ่อยที่สุด และถูกหยิบยกนำมาใช้ในสร้างสร้างละคร ภาพยนต์ หรือการตูนอนิเมชั่นจนโด่งดังไปทั่วโลก

     พูดถึงประวัติของชายผู้นี้สักเล็กน้อย แอนเดอร์เซนเป็นชายเกิดที่สลัมยากจน พ่อเป็นช่างทำรองเท้า หน้าตาของเขานั้นก็ไม่ได้ดีเด่อะไรจึงมักถูกเพื่อนๆแกล้งเป็นประจำ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลให้แอนเดอร์เซนเริ่มใช้เวลาอยู่กับตัวเองและเริ่มสร้างจินตนาการด้วยเล่นกับหุ่นละครเชิด พอเขามีอายุขึ้นมาหน่อย เค้าก็ออกไปแสวงโชคตามความฝันของตนเอง ด้วยการเขียนบท เล่นละคร เต้นรำ และเขาก็มีความฝันที่อยากเป็นอุปรากรที่กรุงโคเปนเฮเกน แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีใครยอมรับเค้า เพราะทั้งหน้าตาและประสบการณ์ที่ยังไม่เพียงพอ

     ในวันหนึ่งนั้นเขาก็ได้รับโอกาสที่จะเป็นที่รู้จักของผู้คน โจนาส คอลลิน ผู้กำกับและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนั้น เห็นแววการแต่งบทละครของเค้า จึงรับเลี้ยงและส่งเสียจนกระทั่งเรียนจบ แต่ทว่าตอนเข้าเรียนเค้าต้องไปเรียนกับเด็กเล็ก จนถูกใครๆล้อแล้วล้ออีก แม้กระนั้นเค้าก็อดทนจนจบมหาวิทยาลัยมาได้

     แอนเดอร์เซนมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ชอบในฐานะนักเขียนบทละคร แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ประกอบกับหนังสือรวมนวนิยายเล่มแรกของเขาโดนวิจารณ์ไปทางลบ เสียส่วนใหญ่ ซึ่งเขาเองก็ยอมรับคำวิจารณ์เหล่านั้นไว้แม้จะมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่หยุดสร้างนิทานสำหรับเด็ก

     เขาเริ่มเขียนนิทานขึ้นมาอีกครั้งโดยนำเรื่องพื้นบ้านมาเล่าใหม่ด้วยสำนวนการเขียนที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือการใช้ภาษาพูดมาบรรยายถึงจินตนาการที่ฝังไปด้วยคุณธรรม ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ และแอนเดอร์เซนมักจะสอดแทรกประสบการณ์ของตัวเขาเองลงไปในเนื้อเรื่องในบางครั้ง

     ครั้งนี้แอนเดอร์เซนเป็นฝ่ายที่ครอบครองหัวใจของผู้อ่านไว้ได้ เนื่องจากเรื่องราวของเขาสามารถจับอารมณ์ที่อ่อนไหวของผู้อ่านบางกลุ่มได้อย่าอยู่หมัด แถมยังช่วยเปิดมุมมองอีกด้านที่ผู้อ่านคาดไม่ถึงอีกด้วย เขายังเป็นสื่อแทนผู้ด้อยโอกาสทุกคน เพื่อให้ได้รับความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันสิ่งที่สำคัญที่สุดของนิทานของเขาก็คือ ใช้นิทานเป็นกุศโลบายที่ตั้งใจปลูกฝังความคิดที่ดีแก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ให้เติบใหญ่ไปทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น และในระหว่างนั้นก็สะท้อนให้ผู้อ่านรุ่นใหญ่ได้รับรู้ความผิดพลาดของตนและนำมาเพื่อปรับปรุงตัว ก่อนจะออกไปสอนเด็ก

     ในด้านความรักแอนเดอร์เซนไม่เคยสมหวังในความรักเลยแม้ซักครั้ง ไม่ว่าจะหลงรักหญิงคนใดๆ ก็มีอันต้องลาจากหรือพลัดพรากจากกันไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่เรื่องราวของนิทานทั้งหลายของเขาดูหม่นหมองกว่านักเขียนท่านอื่น

     งานเขียนของเขาที่ไม่ใช่นิทานอาจจะเป็นผลงานระดับนักเขียนทั่วๆไป แต่หากในด้านนิทานแล้ว เขาก้าวไปถึงขั้นเยี่ยมยอดไร้ที่ติ กล่าวกันว่านิทานของเขาเป็นบรรณาการยิ่งใหญ่จากเดนมาร์กแก่โลกวรรณกรรม ฐานะเทียมเท่าโฮเมอร์, ดันเต, เชกสเปียร์, เซร์บันเตส และเกอเทอ เลยทีเดียว

     นิทานของแอนเดอร์เซนนั้นได้แก่ ทัมเบลินา,ต้นสน ,เด็กหญิงไม้ขีดไฟ, เจ้าหญิงเงือกน้อย, ราชินีหิมะ, ไนติงเกล, กล่องชุดจุดไฟ, ลูกเป็ดขี้เหร่ , ชุดใหม่ของพระราชา และมีนิทานอีกหลายเรื่องที่ถูกนำมาทำใหม่เป็นอนิเมชั่นโด่งดังจบจวนทุกวันนี้

     นิทานของเขามักจะถูก Walt Disney นำไปทำเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น และโด่งดังจนเด็กๆรู้จักกันทั่วโลก

เรียบเรียงโดย แอดมินเกลือ

กาลาฮัด อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียวผู้คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์


เรื่องราวจากตำนานอัศวินโต๊ะกลม
กาลาฮัด อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียวผู้คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
     ในฐานะคนที่เล่นเกมเฟทนั้นหลายๆคนคงจะคุ้นหูถึงคำว่า จอกศักดิ์สิทธิ์กันมาบ้างแหละ แต่หลายคนทราบไหมว่าจอกศักดิ์สิทธิ์นั้นก็มีตำนานที่คนทั่วไปรู้จักอย่างแพร่หลายเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ ตำนานกษัตริย์อาเทอร์นั่นเอง
     แต่เสียใจด้วยวันนี้ผมไม่ได้มาพูดถึงกษัตริย์ผู้โด่งดังผู้นั้น และก็จะไม่มาพูดถึงเรื่องจอกศักดิ์สิทธิ์ด้วย วันนี้ผมจะมาพูดถึงอัศวินคนหนึ่งในสภาโต๊ะกลมของอาเทอร์ อัศวินเพียงผู้เดียวที่บริสุทธิ์พร้อมทั้งกายและใจ อัศวินเพียงคนเดียวที่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
     มาพูดถึงประวัติส่วนตัวกันก่อนดีกว่า กาลาฮัดนั้นเป็นบุตรของเซอร์ลันสล๊อตอัศวินหนึ่งในอัศวินที่กษัตริย์อาเทอร์ไว้วางใจที่สุด โดยมีมารดาคือ เอลีนแห่งคาร์บอเนค (Elaine of Carbonek) วัยเด็กของกาลาฮัดนั้นเขาถูดเลี้ยงดูโดยเหล่าแม่ชี 12 นาง ทำให้เขาเป็นอัศวินที่บริสุทธิ์จริงๆ(ถ้าเป็นสมัยนี้คงคิดอกุศลไปอย่างแน่นอน) เรื่องราวที่เป็นการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจของเขาเรื่องหนึ่งก็คือเหตุการณ์ที่เขาเข้าไปในสภาโต๊ะกลมครั้งแรก เมื่อเขามองหาที่นั่ง แล้วสายตาของไปเห็นว่ายังมีที่นั่งเหลืออยู่ 1 ที่
     อันที่จริงที่นั่งนั้นถูกเรียกว่าเก้าอี้อันตรายครับ(the siege perilous) เก้าอี้ที่มีแต่อัศวินที่บริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถครอบครองได้ เก้าอี้ตัวนี้มีพร้อมกับโต๊ะกลมแล้วครับ ซึ่งเหล่าอัศวินโต๊ะกลมของอาเธอร์ก็ลองนั่งมาหมดทุกคนแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งมันได้นานๆ ซึ่งตำนานของเจ้าเก้าอี้นี้ก็คือ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถนั่งได้ ทำให้เหล่าอัศวินโต๊ะกลมทั้งหลายต้องยอมรับกันเลยทีเดียว
     ความเก่งกาจของกาลาฮัดนั้นไม่ได้มีการอธิบายชี้วัดอย่างชัดเจน แต่เรื่องฝีมือของเขานั้นก็เก่งกาจอย่างแน่นอนเพราะการเดินทางของเขานั้นมักจะเดินทางกันเพียงคณะเดินทางเล็กๆเท่านั้น เรื่องราวของกาลาฮัดจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์โดยตรง เซอร์กาลาฮัด มักจะเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนอัศวินอีก 2 นาย กับสตรีอีกหนึ่งนาง อัศวินที่ร่วมเดินทางไปกับเขาคือเซอร์บอร์กับเซอร์เพอซิวัล และสตรีที่เดินทางไปด้วยกันนั้นก็คือน้องสาวของเซอร์เพอซิวัล ซึ่งก่อนจะเริ่มการเดินทางกาลาฮัดได้รับโล่ห์สีขาวที่มีรูปกางเขนสีแดงอยู่ตรงกลางขซึ่งเขียนด้วยเลือดของ Joseph of Arimathea มาด้วย ซึ่งเหล่าคณะเดินทางของเขาเดินทางโดยใช้เรือของโซโลมอนเป็นยานพาหนะ ซึ่งระหว่างนี้กาลาฮัดได้รับดาบของดาวิดมาด้วย ทั้งหมดได้เดินทางรอนแรมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งภายหลังจากการตายของน้องสาวของเซอร์เพอซิวัล อัศวินทั้งสามก็แยกทางกันค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์
     พูดถึงจอกศักดิ์สิทธิ์กันสักเล็กน้อย จอกศักดิ์สิทธิ์ในตำนานนั้นเป็นสุดยอดของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง สามารถดลบันดาลให้เกิดความสุข ความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์ หรือชีวิตอมตะได้ แต่ผู้ที่ไม่คู่ควรนั้นแม้แต่นิมิตก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นเป็นบุญตา และผู้ที่คู่ควรจริงๆเท่านั้นถึงมีสิทธิที่จะแตะต้องมัน ซึ่งอาจหมายความว่าหากจิตใจต้องการหาประโยชน์จากมันแล้วก็คงจะอยู่ในข่ายไม่คู่ควรเช่นเดียวกัน จะว่าไปคล้ายๆกับค้อนของเทพสายฟ้าทอร์ในอเวนเจอร์เลยใช่ไหมล่ะ
     ตามตำนานบางที่กล่าวไว้ว่า กษัตริย์อาเทอร์เองเคยเดินทางตามหาจอกศักดิ์สิทธ์เช่นกัน แต่เพราะต้องหน้าที่ของกษัตริย์และเป็นผู้คู่ควร เขาจึงไม่สามารถทำภารกิจตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์จนสำเร็จได้ และตายลงโดยไม่ได้เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์แม้เพียงสักครั้ง
     เมื่ออัศวินทั้งสามต่างเดินทางและทำภารกิจของพวกเขาจนบรรลุผลแล้วทั้งสามก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งจากการชี้นำของนิมิต ทั้งสามจึงเดินทางมาจนถึงปราสาทคาร์บอเนคและก็พบจอกศักดิ์สิทธิ์ แต่มีเพียงแค่กาลาฮัดเท่านั้นที่เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ส่วนสหายทั้งสองของเขานั้นมองเห็นเพียงแค่ในนิมิต ซึ่งสาเหตุที่กาลาฮัดเห็นเพียงคนเดียวเนื่องจากเพราะเขาเป็นอัศวินที่บริสุทธิ์ที่แท้จริง (บริสุทธิ์ = ซิง) หลังจากนั้นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามก็ได้รับการอวยพรจาก โจเซฟแห่งอาริมาเทีย Joseph of Arimathea ผู้บริจาคหลุมฝังพระศพให้แก่พระเยซู โดยเขาได้มอบภารกิจแก่กาลาฮัดอีกหนึ่งอย่างโดยให้เขานำหอกโลหิต(Bleeding Spear)ไปรักษาราชาเพลเลสPellesผู้พิการซึ่งอาการผิดปกติของราชาเพลเลสก็หายเป็นปลิดทิ้งทันทีเมื่อได้รับการรักษาจากหองโลหิต เป็นอันว่ากาลาฮัดได้สำเร็จภารกิจไปอีกหนึ่งอย่าง
     หลังจากภารกิจของเขาสิ้นสุดลง ด้วยศรัทธาที่เต็มเปี่ยมของกาลาฮัด เขาก็ได้เห็นภาพนิมิตของจอกศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ตัวเขาที่เห็นนิมิตของจอกศักดิ์สิทธิ์ก็เฝ้าภาวนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทูตสวรรค์ได้ปรากฏกายเพื่อให้สัญญาว่าจะนำดวงวิญญาณของเขาไปหาพระเจ้าในเวลาที่เหมาะสม
     และเมื่อถึงเวลาที่สมควรโจเซฟแห่งอาริมาเทีย Joseph of Arimathea ก็ได้เข้าไปพบกับกาลาฮัดและอนุญาตให้กาลาฮัดแตะต้องจอกศักดิ์สิทธิ์ได้ ทันทีที่เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงอยู่เบื้องหน้ากาลาฮัดก็คุกเข่าลงและภาวนาขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า และทูตสวรรค์ได้ลงมาเพื่อรับดวงวิญญาณของเขาตามคำสัญญา
     มาถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัยว่าในหมู่อัศวินโต๊ะกลมไม่มีคนไหนที่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์เลยหรือ? ขอตอบตามความเห็นของผมคนเดียวเลยก็แล้วกันว่า ในโต๊ะกลมและหมู่อัศวินทั้งหลายต่างเป็นปุถุชนคนธรรมดา และทั้งหมดก็ต่างมีข้อบกพร่องที่เป็นมลทินกับตัวเองคนละข้อสองข้อ แม้กระทั่งกษัตริย์อาเทอร์เองก็ยังมีมลทินบางข้ออยู่เช่นกัน ทั้งหมดเลยไม่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
เรียบเรียงโดย SALT ADMIN