วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กาลาฮัด อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียวผู้คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์


เรื่องราวจากตำนานอัศวินโต๊ะกลม
กาลาฮัด อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียวผู้คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
     ในฐานะคนที่เล่นเกมเฟทนั้นหลายๆคนคงจะคุ้นหูถึงคำว่า จอกศักดิ์สิทธิ์กันมาบ้างแหละ แต่หลายคนทราบไหมว่าจอกศักดิ์สิทธิ์นั้นก็มีตำนานที่คนทั่วไปรู้จักอย่างแพร่หลายเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ ตำนานกษัตริย์อาเทอร์นั่นเอง
     แต่เสียใจด้วยวันนี้ผมไม่ได้มาพูดถึงกษัตริย์ผู้โด่งดังผู้นั้น และก็จะไม่มาพูดถึงเรื่องจอกศักดิ์สิทธิ์ด้วย วันนี้ผมจะมาพูดถึงอัศวินคนหนึ่งในสภาโต๊ะกลมของอาเทอร์ อัศวินเพียงผู้เดียวที่บริสุทธิ์พร้อมทั้งกายและใจ อัศวินเพียงคนเดียวที่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
     มาพูดถึงประวัติส่วนตัวกันก่อนดีกว่า กาลาฮัดนั้นเป็นบุตรของเซอร์ลันสล๊อตอัศวินหนึ่งในอัศวินที่กษัตริย์อาเทอร์ไว้วางใจที่สุด โดยมีมารดาคือ เอลีนแห่งคาร์บอเนค (Elaine of Carbonek) วัยเด็กของกาลาฮัดนั้นเขาถูดเลี้ยงดูโดยเหล่าแม่ชี 12 นาง ทำให้เขาเป็นอัศวินที่บริสุทธิ์จริงๆ(ถ้าเป็นสมัยนี้คงคิดอกุศลไปอย่างแน่นอน) เรื่องราวที่เป็นการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจของเขาเรื่องหนึ่งก็คือเหตุการณ์ที่เขาเข้าไปในสภาโต๊ะกลมครั้งแรก เมื่อเขามองหาที่นั่ง แล้วสายตาของไปเห็นว่ายังมีที่นั่งเหลืออยู่ 1 ที่
     อันที่จริงที่นั่งนั้นถูกเรียกว่าเก้าอี้อันตรายครับ(the siege perilous) เก้าอี้ที่มีแต่อัศวินที่บริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถครอบครองได้ เก้าอี้ตัวนี้มีพร้อมกับโต๊ะกลมแล้วครับ ซึ่งเหล่าอัศวินโต๊ะกลมของอาเธอร์ก็ลองนั่งมาหมดทุกคนแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งมันได้นานๆ ซึ่งตำนานของเจ้าเก้าอี้นี้ก็คือ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถนั่งได้ ทำให้เหล่าอัศวินโต๊ะกลมทั้งหลายต้องยอมรับกันเลยทีเดียว
     ความเก่งกาจของกาลาฮัดนั้นไม่ได้มีการอธิบายชี้วัดอย่างชัดเจน แต่เรื่องฝีมือของเขานั้นก็เก่งกาจอย่างแน่นอนเพราะการเดินทางของเขานั้นมักจะเดินทางกันเพียงคณะเดินทางเล็กๆเท่านั้น เรื่องราวของกาลาฮัดจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์โดยตรง เซอร์กาลาฮัด มักจะเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนอัศวินอีก 2 นาย กับสตรีอีกหนึ่งนาง อัศวินที่ร่วมเดินทางไปกับเขาคือเซอร์บอร์กับเซอร์เพอซิวัล และสตรีที่เดินทางไปด้วยกันนั้นก็คือน้องสาวของเซอร์เพอซิวัล ซึ่งก่อนจะเริ่มการเดินทางกาลาฮัดได้รับโล่ห์สีขาวที่มีรูปกางเขนสีแดงอยู่ตรงกลางขซึ่งเขียนด้วยเลือดของ Joseph of Arimathea มาด้วย ซึ่งเหล่าคณะเดินทางของเขาเดินทางโดยใช้เรือของโซโลมอนเป็นยานพาหนะ ซึ่งระหว่างนี้กาลาฮัดได้รับดาบของดาวิดมาด้วย ทั้งหมดได้เดินทางรอนแรมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งภายหลังจากการตายของน้องสาวของเซอร์เพอซิวัล อัศวินทั้งสามก็แยกทางกันค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์
     พูดถึงจอกศักดิ์สิทธิ์กันสักเล็กน้อย จอกศักดิ์สิทธิ์ในตำนานนั้นเป็นสุดยอดของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง สามารถดลบันดาลให้เกิดความสุข ความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์ หรือชีวิตอมตะได้ แต่ผู้ที่ไม่คู่ควรนั้นแม้แต่นิมิตก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นเป็นบุญตา และผู้ที่คู่ควรจริงๆเท่านั้นถึงมีสิทธิที่จะแตะต้องมัน ซึ่งอาจหมายความว่าหากจิตใจต้องการหาประโยชน์จากมันแล้วก็คงจะอยู่ในข่ายไม่คู่ควรเช่นเดียวกัน จะว่าไปคล้ายๆกับค้อนของเทพสายฟ้าทอร์ในอเวนเจอร์เลยใช่ไหมล่ะ
     ตามตำนานบางที่กล่าวไว้ว่า กษัตริย์อาเทอร์เองเคยเดินทางตามหาจอกศักดิ์สิทธ์เช่นกัน แต่เพราะต้องหน้าที่ของกษัตริย์และเป็นผู้คู่ควร เขาจึงไม่สามารถทำภารกิจตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์จนสำเร็จได้ และตายลงโดยไม่ได้เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์แม้เพียงสักครั้ง
     เมื่ออัศวินทั้งสามต่างเดินทางและทำภารกิจของพวกเขาจนบรรลุผลแล้วทั้งสามก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งจากการชี้นำของนิมิต ทั้งสามจึงเดินทางมาจนถึงปราสาทคาร์บอเนคและก็พบจอกศักดิ์สิทธิ์ แต่มีเพียงแค่กาลาฮัดเท่านั้นที่เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ส่วนสหายทั้งสองของเขานั้นมองเห็นเพียงแค่ในนิมิต ซึ่งสาเหตุที่กาลาฮัดเห็นเพียงคนเดียวเนื่องจากเพราะเขาเป็นอัศวินที่บริสุทธิ์ที่แท้จริง (บริสุทธิ์ = ซิง) หลังจากนั้นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามก็ได้รับการอวยพรจาก โจเซฟแห่งอาริมาเทีย Joseph of Arimathea ผู้บริจาคหลุมฝังพระศพให้แก่พระเยซู โดยเขาได้มอบภารกิจแก่กาลาฮัดอีกหนึ่งอย่างโดยให้เขานำหอกโลหิต(Bleeding Spear)ไปรักษาราชาเพลเลสPellesผู้พิการซึ่งอาการผิดปกติของราชาเพลเลสก็หายเป็นปลิดทิ้งทันทีเมื่อได้รับการรักษาจากหองโลหิต เป็นอันว่ากาลาฮัดได้สำเร็จภารกิจไปอีกหนึ่งอย่าง
     หลังจากภารกิจของเขาสิ้นสุดลง ด้วยศรัทธาที่เต็มเปี่ยมของกาลาฮัด เขาก็ได้เห็นภาพนิมิตของจอกศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ตัวเขาที่เห็นนิมิตของจอกศักดิ์สิทธิ์ก็เฝ้าภาวนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทูตสวรรค์ได้ปรากฏกายเพื่อให้สัญญาว่าจะนำดวงวิญญาณของเขาไปหาพระเจ้าในเวลาที่เหมาะสม
     และเมื่อถึงเวลาที่สมควรโจเซฟแห่งอาริมาเทีย Joseph of Arimathea ก็ได้เข้าไปพบกับกาลาฮัดและอนุญาตให้กาลาฮัดแตะต้องจอกศักดิ์สิทธิ์ได้ ทันทีที่เห็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงอยู่เบื้องหน้ากาลาฮัดก็คุกเข่าลงและภาวนาขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า และทูตสวรรค์ได้ลงมาเพื่อรับดวงวิญญาณของเขาตามคำสัญญา
     มาถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัยว่าในหมู่อัศวินโต๊ะกลมไม่มีคนไหนที่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์เลยหรือ? ขอตอบตามความเห็นของผมคนเดียวเลยก็แล้วกันว่า ในโต๊ะกลมและหมู่อัศวินทั้งหลายต่างเป็นปุถุชนคนธรรมดา และทั้งหมดก็ต่างมีข้อบกพร่องที่เป็นมลทินกับตัวเองคนละข้อสองข้อ แม้กระทั่งกษัตริย์อาเทอร์เองก็ยังมีมลทินบางข้ออยู่เช่นกัน ทั้งหมดเลยไม่คู่ควรกับจอกศักดิ์สิทธิ์
เรียบเรียงโดย SALT ADMIN

เทียแมทต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ในภาพอาจจะมี 1 คน

เทียแมทต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
     วันนี้กลับนึกคลึ้มยังไงก็ไม่รู้เลยอยากจะนำเรื่องราวจากตำนานเก่าแก่ที่สุดของโลกมาเล่าให้ฟัง เรื่องนี้จะเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโลกตามความเชื่อของชาวบาบิโลน(อันนี้จะไม่ขออ้างอิงจากเนื้อเรื่องการเกมใดเลยนะครับ)
     เทียแมทคือมังกรเพศเมียขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมหาสมุทร ตัวเธอเป็นมารดาแห่งสิ่งมีชีวิตทั้งมวลรวมถึงเหล่าทวยเทพทั้งหลายตามตำนานบาบิโลนด้วยด้วย ตัวเธอมีอัปซู (Apsu) เทพผู้เป็นสัญลักษณ์ของน้ำจืดซึ่งเป็นคู่ครอง ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดเทพมากมายอาทิ ลัคมู (Lachmu) และลัคคามู (Lachamu) ซึ่งต่อมาเทพทั้ง 2 นี้ได้ให้กำเนิด อันซาร์ (Ansar) และ คีซาร์ (Kisar) ต่อมาอันซาร์และคีซาร์ก็ได้ให้กำเนิด อานู (Anu) ราชาแห่งเหล่าทวยเทพ และ เออา (Ea) เทพวิทยาการทั้งมวล และเออา กับเทพมารดาแดมคีนา (Damkina) ก็ได้ให้กำเนิดมาร์ดุค (Marduk) เทพผู้รังสรรค์จักรวาล เทพผู้สร้างมวลมนุษย์
     วันหนึ่งเทียแมทและอัปซูรู้สึกว่าสูญเสียพลังไปมากมายจาการให้กำเนิดเหล่าเทพ ทั้งคู่จึงวางแผนที่จะทำลายลูกหลานของพวกตนทั้งหมดหมายริบพลังและอำนาจที่เป็นของพวกตนแต่เดิม ทว่าเออาล่วงรู้แผนการนี้เสียก่อน จึงมาสังหารอัปซูเสียในตอนที่อัปซูกำลังหลับอยู่ และเมื่อเทียแมทรู้ว่าอัปซูถูกสังหารนางก็โกรธจนบ้าคลั่ง นางก่อสงครามกับเหล่าทวยเทพ และสร้างกองทัพสัตว์ประหลาดขึ้นมามากมายเพื่อแก้แค้นให้กับอัปซู กองทัพสัตว์ประหลาดเหล่านี้นำทัพโดย คิงกุ (Kingu) ผู้เป็นทั้งบุตรชาย และสามีคนที่ 2 ของนางด้วย
     เหล่าทวยเทพซึ่งถูกเกลียดชังโดย เทียแมทผู้เป็นพระมารดาแห่งสรรพสิ่งเหล่าสัตว์อสูรที่ถูกเรียกว่าเคออสต่อสู้กับทวยเทพ จากการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนแม้ทวยเทพจะทรงพลัง แต่ก็มิอาจเอาชนะกองทัพเคออสที่ทรงพลังเหล่านี้ได้โดยง่าย
     ในที่สุดนั้นการต่อสู้ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนาน จนกระทั่งเทพเจ้า องค์หนึ่งมีอำนาจเพียงพอที่จะกำจัดเทียแมทได้ นั่นคือเทพมาร์ดุกบุตรแห่งเทพอานุนั่นเอง
     เทพเจ้ามาร์ดุกได้รับพรจากเหล่าทวยเทพ เลือกอาวุธและนำทัพออกรบจนชนะ สังหารเทียแมทได้สำเร็จ และเมื่อเอาชนะได้แล้วเอาชิ้นส่วนของ เทียแมท กับ คิงกุ มาสร้างจักรวาลอื่นๆ รวมถึงสวรรค์ เทพเจ้ามาร์ดุก เอาเลือดของ คิงกุ มาสร้างเป็นมนุษย์ แล้วทรงเอาเลือดและกระดูกของพระองค์มาสร้างเป็นมนุษย์ที่รองรับสายเลือดของพระองค์
     ร่างของเทียแมท 2 ส่วนนั้น ส่วนหนึ่งถูกสร้างท้องฟ้าด้วยร่างท่อนบน และสร้างผืนดินด้วยร่างท่อนล่าง เลือดของนางกลายเป็นก้อนเมฆ น้ำตาของนางก่อเกิดแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส
     แต่เนื่องจากแม้จะสังหารเหล่าเคออสไปหมดแล้ว แต่พวกนั้นก็เพียงแค่อยู่ในสภาพหลับใหลไปเท่านั้น เทพเจ้ามาร์ดุกจึงสร้าง "ประตูมิติ" แล้วซ่อน "กุญแจ" ของประตู ความรู้ และความลับให้พ้นจากเงื้อมมือของเทพเจ้าทั้งปวงทั้งที่ดีและไม่ดี โดยมันซ่อนอยู่ในสายเลือดของพระองค์ที่เป็นมนุษย์ เพื่อเก็บรักษา ป้องกันไม่ให้เปิดประตูมิติได้อีก
     ไม่รุ้ว่าทำไมมหากาพย์ไทกริสยูเฟรติสถึงได้ไปคล้ายกับตำนานญีปุ่นที่พูดถึงมังกร(งูยักษ์)ซึ่งมีเทพเจ้ามาปราบ ซึ่งทั้งมาดุกและซุซาโนะโอนั้นก็เป็นเทพเจ้าแห่งพายุและสายฟ้าเหมือนกันเสียด้วยสิ

ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องชื่อเอกซ์คาลิเบอร์

ศึกษาตำนานไปพร้อมๆกับเกม
ตำนานดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องชื่อเอกซ์คาลิเบอร์
     เพื่อนๆหลายๆคน ต่อหลายคนที่ได้อ่านหลังสือการ์ตูน ดูนั้น คงจะได้ยินผ่านหูมาบ้าง โดยเฉพาะอาวุธชนิดหนึ่งซึ่งมีการหยิบยกชื่อมาใช้อย่างหลายหลาย นั่นก็คือ ดาบเอกซ์คาลิเบอร์ นั่นเอง
     ดาบเอกซ์คาลิเบอร์ (Excalibur) คือดาบในตำนานของกษัตริย์อาร์เทอร์ ที่เล่าลือว่ามีอำนาจวิเศษ และมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินอังกฤษ และเนื่องจากดาบเล่มนี้นั้นมีตำนานเกี่ยวกับการปักอยู่ในหิน ดาบเล่มนี้จึงมีสมญานามอีกอย่างคือ "ดาบในศิลา" (Sword in the Stone) ซึ่งกล่าวกันว่ามีเพียงผู้ที่คู่ควรต่อการเป็นกษัตริย์เท่านั้นถึงจะดึงดาบเล่มนี้ขึ้นมาได้
     เรามักจะรู้กันว่าเจ้าของดาบเล่มนี้คืออาเทอร์ เพนตากอนแต่ในบางตำนานกลับกว่าว่าเจ้าของดาบเล่มนี้อีกคนคือยูเทอร์ เพนทากอนซึ่งเป็นรุ่นปู่ของอาเทอร์อีกที และเนื่องจากยูเทอร์หลังจากได้รับดาบเล่มนี้กลับไม่ดูแลบ้านเมืองตามที่สมควรเมอลินจึงลวงให้เขาไปที่ภูเขาหินลูกหนึ่งก่อนจะออกอุบายเพื่อยืมดาบ จากนั้นก็ปักมันบนภูเขาหินและรอให้ผู้ครองครองที่คู่ควรนั้นมารับมันสืบทอดต่อไป
     ว่ากันว่าดาบเล่มนี้นั้นมีอานุภาพมาก สามารถตัดได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั้งเหล็กกล้า และปลอกของดาบก็มีพลังวิเศษคือ ผู้ที่ครอบครองจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้อีกด้วยซึ่งตามตำนานนี้นั้นจึงเป็นที่มาของโฮกุอีกชิ้นหนึ่งของอาเทอเรีย อวาลอนนั่นเอง
     บางตำนานได้กล่าวอีกว่าดาบเล่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับ ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ ซึ่งเธอได้ให้อาเทอร์ยืมดาบเล่มนี้ไปโดยเขาได้ให้สัญญากับท่านหญิงแห่งทะเลสาบว่าเมื่อใดที่เขาสิ้นชีวิตลงจะนำดาบเล่มนี้กลับมาคืนให้แก่ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ ซึ่งภายหลังเมื่ออาเทอร์กำลังจะตายเขาก็ได้สั่งให้เซอร์เบดิเวียร์นำดาบเล่มนี้มาคืนให้กับท่านหญิงแห่งทะเลสาบจริงๆ
     บางตำนาน(ครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยะ)กล่าวไว้ว่าดาบเล่มนี้ได้เสียหายระหว่างการรบซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางซ่อมได้ อาเทอร์จึงไปขอให้ท่านหญิงแห่งทะเลสาบเป็นผู้ซ่อมแซมให้โดยเมื่อใดที่เขาสิ้นชีวิตลงจะนำดาบเล่มนี้กลับมาคืนให้แก่ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ (แบบเดียวกับด้านบน)
     เอ็กซ์คาริเบอร์เป็นดาบที่มีชื่อเสียงมาก ดังกว่าดาบเล่มอื่นๆ แม้ว่าทั่วโลกจะมีดาบที่ทรงพลังยิ่งกว่ามากมายแต่ก็ไม่มีดาบเล่มไหนจะโด่งดังเช่นดาบเล่มนี้อีกแล้ว ชื่อดาบเล่มนี้ยังถูกนำมาใช้แพร่หลายทั้งวงการเกมและการตูนจวบจนถึงปัจจุบันด้วย
     ณ ปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถระบุได้ว่าอาเทอร์มีตัวตนจริงๆหรือไม่ เรื่องราวของเขากลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานสืบกันมาปากต่อปากเท่านั้น ส่วนเอ็กซ์คาริเบอร์นั้นหากอาเทอร์มีตัวตนจริงๆดาบเล่มนี้ก็คงจมอยู่ในทะเลสาบสักแห่งในประเทศอังกฤษ

คิโยฮิเมะตำนานที่เกี่ยวกับความรักและโศกนาฏกรรม


สนุกกับตำนานไปกับพร้อมกับเกม
     วันนี้แอดมินจะมานำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานที่เกี่ยวกับความรักและโศกนาฏกรรมกันโดยเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเซอร์แวนท์ที่ชื่อเสียงเรียงนามว่าคิโยฮิเมะ
ตำนานคิโยะฮิเมะกับโศกนาฏกรรมที่แสนเศร้า
     ตามตำนานกล่าวไว้ว่าคิโยฮิเมะ เป็นลูกสาวของเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ในสมัยก่อนนั้นจะมีผู้เดินทางแสวงบุญมากหน้าหลายตาแวะเวียนกันมาพัก โรงเตี๊ยมนั้นอยู่ระหว่างเส้นทางแสวงบุญไปโคยะซาน คิโยฮิเมะทำหน้าที่ของเธอในการดูแลโรงเตี้ยมซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวของเธอเป็นจนในวันหนึ่งก็มีสิ่งที่ทำให้ชีวิตเธอนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
     วันหนึ่งมีนักบวชรูปหล่อ ชื่อ อันชิน มาพัก ณ โรงเตี๊ยมของเธอ ช่วงเวลานั้น ทั้งสองได้ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน อันชินอยู่ในโรงเตี๊ยมของบ้านคิโยฮิเมะพักหนึ่งก็นึกได้ว่าเขาไม่ควรมาล้มเลิกความตั้งใจของเขาลงเพียงเท่านั้น เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้น ก็ได้บอกกับคิโยฮิเมะว่าเขาจำเป็นต้องออกเดินทางไปแสวงบุญตามความตั้งใจเดิมโดยไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านั้น เมื่อถึงเวลาที่อันชินต้องออกเดินทางเพื่อไปแสวงบุญต่อ คิโยฮิเมะได้พยายามขอร้องให้เขาล้มเลิกการเดินทางและอาศัยอยู่กับเธอที่นี่ แต่คำร้องขอของคิโยฮิเมะไม่สามารถล้มความตั้งใจจริงของอันชินในการเดินทางไปแสวงบุญ ณ โคยะซานได้ เธอได้ขอให้เขาสัญญาว่าเมื่อกลับมาแล้วขอให้แวะกลับมาหาเธอ ทว่าคำสัญญานั้นกลับเป็นคำสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว อันชินนั้นไม่กะจะย้อนกลับมาเส้นทางนี้และกลับมาหาคิโยฮิเมะ
     นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความแิบหายของอันชินครับ เจ้าตัวคิดว่าอีกเดี๋ยวนางก็คงลืมเขาไปเอง และนั่นจะทำให้เขารอดตัวไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับคิโยฮิเมะ ตรรกะแบบนั้นอาจจะใช้กับหญิงอื่นได้แต่ใช้กับคิโยฮิเมะไม่ได้
     วันแล้ววันเล่าที่คิโยฮิเมะเฝ้ารออันชิน แน่นอนว่าเขาก็ไม่เคยได้กลับมา ไม่มีแม้กระทั่งข่าวคราวหรือการบอกลา จนเธอต้องออกเดินทางตามหา เฝ้าถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาว่า มีใครเห็นนักบวชหนุ่มรูปหล่อชื่ออันชินบ้าง ในสมัยโบราณ ผู้หญิงที่เร่ร่อนเดินทางคนเดียวเพื่อตามหาผู้ชาย เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น จนแล้วจนรอด ด้วยความพยายามของคิโยฮิเมะ สอบถามจนได้เบาะแสและเดินทางต่อไป ยิ่งเข้าใกล้ อันชินก็ยิ่งรู้ตัว เขายิ่งหนีห่าง วางอุบายไม่ให้เธอตามเขาทัน
     เคยได้ยินกันไหมว่า "คุณจะล้อเล่นอะไรก็ได้แต่อย่าได้ริล้อเล่นกับใจนาง" แม้กระทั่งวีรชนผู้เจนศึกทั้งหลายยังฉิบหายด้วยเรื่องผู้หญิงอันชินที่เป็นแค่พระธรรมดาๆเองก็คงจะมีจุดจบไม่ต่างกัน หลังจากคิโยฮิเมะทราบเรื่องอันชินตีตัวออกห่างก็ยิ่งทวีความโกรธแค้นมากขึ้นๆ เมื่อความรักเปลี่ยนเป็นความแค้นก็เหมือนดังน้ำผึ้งแปรเปลี่ยนเป็นยาพิษ นางไล่ตามไปอย่างไม่ลดละ อันชินรู้เข้าก็โกยอ้าวเลยสิครับ แน่นอนว่าเขารู้แล้วว่างานเข้าเต็มๆ อันชินหนีหัวซุกหัวซุนจนได้เดินทางมาถึงวัดโดโจ เจ้าตัวขอพระในวัดหลบเข้าไปอยู่ด้านในระฆังใหญ่ เพื่อไม่ให้คิโยฮิเมะตามเจอ
     คิโยฮิเมะตามมาถึง ถามหาอันชิน แต่หาไม่พบ ด้วยความโกรธแค้นเมื่อเธอเห็นระฆังตั้งอยู่ก็จุดไฟเผาระฆังจนมอดไหม้ หารู้ไม่ว่า ชายคนรักที่เธอเฝ้าตามหาได้หลบอยู่ในนั้น และนั่นทำให้เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมา
     บางที่ได้เล่ากันว่า ระหว่างที่อันชินหลบหนีได้จ้างเรือข้ามแม่น้ำโดยที่ตั้งใจจะทิ้งคิโยฮิเมะไว้อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ เมื่อความโกรธแค้นของเธอถึงขีดสุดเธอจึงแปลงร่างเป็นมังกรว่ายตามอันชินไป และเมื่อถึงวัดโดโจเมื่อตามหาจนรู้ว่าอันชินแอบอยู่ในระฆังเธอในร่างมังกรจึงเผาระฆังนั้นไปพร้อมๆกับอันชิน แต่อันนี้ตามความเห็นของผมแล้วคิดว่าน่าจะเป็นการใส่ใข่กันเสียมากกว่า ซึ่งดันดังกว่าตรงที่ว่าคิโยฮิเมะจุดไฟโดยไม่รู้ซะด้วยสิ
     เรื่องราวหลังจากนั้นคล้ายๆกัน เมื่อทราบว่าอันชินเดี้ยงเค็มเป็นไก่อบโอ่งไปแล้วเธอก็ฆ่าตัวตายจบโศกนาฏกรรมที่มาจากคำหลอกลวงไว้ตรงนี้
แถมกลอนสอนใจ"ที่ไม่ได้แต่งเอง"
     ใครจะว่าอย่างไรก็ตามเถิด แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา สองสัตว์เขี้ยวงาอย่าวางใจ สามผู้ถืออาวุธสุดจักร้าย สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่ากรายใกล้ ห้ามหากษัตรย์ทรงฉัตรไชย
ที่มา...นิทานเวตาล
     คิโยฮิเมะนี่น่าจะเรียวว่าคนเดียวเหมาคนเดียวก็ 3 อย่างแล้วล่ะมั้ง ผู้หญิง อาวุธร้าย สัตว์สุดอันตราย อันจินเอ๋ย ลาาาก่ออยยย
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าล้อเล่นเรื่องความรักกับผู้หญิง
เรียบเรียงโดยแอดมิน

ลิโป้ยอดนักรบผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊ก


รอบนี้ขอพูดถึงประวัติของบุคคลดูบ้าง
ซึ่งรอบนี้ผมขอพูดถึงลิโป้หรือหลี่ปู้
     ลิโป้ (อักษรจีน: 吕布; อังกฤษ: Lü Bu) ลิโป้เป็นยอดนักรบผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊ก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม เขาเป็นที่มีร่างที่สูงใหญ่กำยำ มักจะมีสำนวนในสามก๊กกล่าวไว้เสมอว่า “ หยืนจงหลี่ปู้ หม่าจงชื่อทู่ ” ความหมายของประโยคนี้คือ ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ ตัวลิโป้นั้นเป็นผู้ที่ชำนาญอาวุธหลากหลายประเภทแต่อาวุธที่เขามักใช้เป็นอาวุธคู่กายในสนามรบมากที่สุดนั้นก็คือง้าวกรีดนภา ความแข็งแกร่งที่กลายเป็นตำนาน ในฐานะของนักรบที่เก่งที่สุดในแผ่นดินยุคสามก๊ก ทั้งยังได้รับการกล่าวว่าเป็นผู้ชำนาญศึกอย่างยิ่ง ว่ากันว่าแม้แต่ เล่าปี่, กวนอูและเตียวหุย ร่วมมือกันยังไม่สามารถเอาชนะลิโป้ได้เลย โดยที่ตราบใดที่เขายังถือง้าวกรีดนภา และนั่งอยู่บนหลังม้าเซ็กเธาว์ ก็ไม่มีใครล้มเขาลงได้
     ในตามตำนานที่เขียนไว้ แม้ลิโป้แม้จะเป็นคนเก่ง แต่เป็นคนที่เลี้ยงไว้ไม่ได้ เป็นคนเห็นแก่ลาภยศ เป็นบุคคลที่เตียวหุยด่าว่าเป็น "ไอ้ลูกสามพ่อ" จนกลายเป็นสำนวนที่ใช้มาจนทุกวันนี้ เนื่องจากเดิมทีรับราชการอยู่กับเต๊งหงวน และเต๊งหงวนไว้ใจ ถึงกับรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อตั๋งโต๊ะปรารถนาจะได้ลิโป้มาอยู่กับตน ด้วยการให้เกราะทองกับม้าเซ็กเธาว์ ลิโป้ก็ยอมทรยศเต๊งหงวน มาอยู่กับตั๋งโต๊ะ ครั้นเมื่ออ้องอุ้นใช้แผนสาวงาม (เตียวเสี้ยน)ให้ลิโป้กับตั๋งโต๊ะแตกแยกกัน และลิโป้ก็เป็นผู้สังหารตั๋งโต๊ะด้วยมือตนเอง
     ภายหลังนั้นหลังจากถูกโจโฉจับตัวลิโป้เอาได้ เนื่องจากทหารฝ่ายลิโป้ทรยศ เมื่อจะโดนประหารได้อ้อนวอนเล่าปี่ ให้บอกโจโฉว่าอย่าประหารตน แต่เล่าปี่ยืนยันให้โจโฉฆ่าลิโป้ ด้วยการยกตัวอย่างของ เต๊งหงวน กับ ตั๋งโต๊ะ ให้โจโฉได้ระลึกและสั่งประหารลิโป้ในที่สุด เป็นอันปิดฉากตำนานเทพเจ้าสงครามอันเลื่องชื่อ
     แต่ก็ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับตัวลิโป้อยู่ไม่น้อย เพราะเรื่องราวของผู้แพ้มักจะถูกเขียนใหม่ให้ดูแย่อยู่เสมอ กรณีทางประวัติศาสตร์นั้นก็มีอยู่มากหมาย อาทิ เนโรแห่งโรม มารีอองตัวเน็ต หรือประเทศที่แพ้สงครามอีกมากมาย ซึ่งฝั่งที่ชนะมักจะมีข้ออ้างว่าเป็นทรราชเป็นคนโง่เขลาหรือแม้กระทั่งเป็นคนชั่วช้าสามานย์ ซึ่งลิโป้เองก็อาจจะอยู่ในข่ายนั้นเช่นกัน
ยอดคนต้องเซ็กเธาว์ ยอดม้าต้องลิโป้ อ่าว ไม่ใช่เหรอ?
เรียบเรียงโดย Salt Admin

รูนส์ (RUNES) เป็นอักษรแห่งพลัง


สาระน่ารู้ไปกับเกม
หากพูดถึงเกมหรือการตูนแนวแฟนตาซีทั้งหลายเรื่องที่จะต้องมีก็เป็นก็คือเรื่องเวทมนต์ทั้งหลายแหล่ ซึ่งวันนี้วันกระผมก็ขอหยิบยกมาพล่ามอีกเช่นเคย โดยวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับอักษรเวทย์มนต์โบราณที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกกัน มาทำความรู้จักรูน ตัวอักษรเวทโบราณที่เกี่วข้องกับวีรชนหลายๆคนกัน
ตามตำนานกล่าไว้ว่ารูนส์ (RUNES) เป็นอักษรที่จอมเทพโอดินทรงคิดค้นขึ้น อักษรรูนนั้นนิยมสลักลงบนกระดูกสัตว์ แผ่นไม้ หรือ แผ่นหิน ที่มีลักษณะกลมแบน อักษรรูนส์มีทั้งหมด 24 ตัวอักษร ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการพยากรณ์ทำนาย ร่ายเวทย์ และใช้ในการลงอาคมให้กับสิ่งของต่างๆ ตัวอย่างอักษรรูนส์ที่ทรงพลังที่สุดที่มักใช้ทำนายทายทักก็คือ The Elder Futhark ซึ่งเป็นอักษรรูนส์ที่เก่าแก่ที่สุดที่จอมเทพโอดินทรงคิดค้นขึ้น คำว่า Futhark ได้มาจากพยัญชนะ 6 ตัวแรกของอักษรรูนส์ทั้งหมด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด (Aetts) ชุดละ 8 ตัวอักษร อักษรแต่ละตัวจะมีความหมายเฉพาะในตัวของมัน
ตามหลักศาสนาอาซาทรู (Asatru) อักษรรูนส์เป็นสิ่งที่ผู้นับถือทุกคนต้องเรียนรู้แต่ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้มันทำนายได้ และการใช้อักษรรูนส์นั่นไม่ควรใช้ทำนายในเรื่องไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง เพราะรูส์คือสิ่งที่ใช้ติดต่อกับจอมเทพโอดินเพื่อขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือซึ่งจอมเทพโอดินพระองค์เองก็ไม่ทรงโปรดปรานเรื่องล้อเล่นซักเท่าไรนัก
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรูน
รูน คือระบบการเขียนภาษาอันศักดิ์สิทธิ์ มีใช้กันในชนเผ่าของชาวเยอรมานิค แห่งยุโรปเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ สแกนดิเนเวีย และไอช์แลนด์ ต้นกำเนิดของมันไม่ทราบปรากฏแน่ชัด แต่ตัวอักษรรูนถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ. 3 เมื่อมีอักษรรูนปรากฏอยู่บนแผ่นศิลา อาวุธ และเครื่องมือต่างๆ รูปแบบที่เป็นตัวเหลี่ยมของมัน บ่งชี้ข้อเท็จจริงว่า ภาษารูนนั้นถือกำเนิดมาเพื่อการสลัก ไม่ใช่การเขียน
อักษรรูนที่เก่าที่สุดพบราว พ.ศ. 643 แต่จารึกส่วนใหญ่อยู่ในราว พ.ศ. 1600 พบทั้งยุโรปตั้งแต่แหลมบอลข่าน เยอรมัน สแกนดิเนเวีย ไปจนถึงอังกฤษ
คำว่ารูน มาจากคำว่า รูนา หมายถึง การกระซิบ หรือ ความลับ ซึ่งหมายถึงการใช้เวทย์มนตร์ทั่วทั้งดินแดนภาคเหนือของยุโรป มีหมอผีซึ่งมีธรรมเนียมปฏิบัติอันซับซ้อน ลึกซึ้งทางวิญญาณ โดยใช้ตัวอักษรรูนเป็นส่วนประกอบสำคัญ หมอรูนจะได้รับการนับถืออย่างสูงส่ง พวกเขารู้วิธีใช้ตัวอักษรรูนพยากรณ์ ใช้มันเพื่อสร้างเวทย์มนตร์ และรักษาโรคภัย
ในอดีต มีคนสองกลุ่มใหญ่ที่ทำงานกับรูน คือ คนสร้างรูน ซึ่งมีความรู้เรื่องภาษารูน และคุณสมบัติของมันน้อย และหมอรูน ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์เริ่มต้นจนได้ค้นพบความลับอันลึกซึ้ง จากตำนานรูน หมอรูนเหล่านี้ได้รับความเลื่อมใสมาก พวกเขาไม่เพียงแต่จะทำนายรูนอย่างได้ผลเท่านั้น แต่ยังรู้วิธีใช้รูนทำเวทย์มนตร์และการรักษาอีกด้วย
ตำนานกำเนิดเกี่ยวกับรูนจะเกี่ยวโยงกับเทพนิยายนอร์ส ซึ่งกล่าวกันว่า โอดินเป็นผู้ค้นพบรูนและถือว่าเป็นหมอรูนคนแรก ซึ่งตามตำนานเล่าว่า โอดินได้แขวนตัวเองห้อยหัวลงกับต้นยุกดราซิล(ต้นไม้โลกตามตำนานนอร์ส)หรือต้นไม้แห่งชีวิต หลังจากเวลาผ่านไป 9 วัน 9 คืน โอดินเสียชีวิตอยู่บนต้นไม้นั้นแต่ก็กลับถือกำเนิดใหม่อีกครั้งและได้ล่วงรู้ถึงทุกสรรสิ่งนั่นรวมถึงความรู้เกี่ยวกับอักษรรูนด้วย
รูนในปัจจุบันนั้นมักพถูกพูดถึงในเกมหรืออนิเมชั่นเป็นส่วนใหญ่
ปัจจุบันอักษรรูนนั้นเริ่มมีความนิยม มีหลายคนพยายามจะศึกษาเกี่ยวกับรูนอักษรโบราณที่มีมนต์เสน่ห์นี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่แน่ว่าการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติในอนาคตก็เป็นได้

คันโชและเบียคุยะ กระบี่คู่ที่กำเนิดจากความรัก




สนุกกับตำนานกับไปพร้อมกับเกม
กระบี่ "ก้านเจี้ยง" (干将) และกระบี่ "มั่วเหยีย" (莫邪)
     ตำนานกระบี่ 2 เล่มนี้เกิดขึ้นมาคู่กัน เล่ากันว่า ไม่มีคนสามารถแยกกระบี่ 2 เล่มนี้ออกจากกันได้
     แรกเริ่มเดิมที ก้านเจี้ยงกับมั่วเหยีย ไม่ได้เป็นชื่อดาบ แต่เป็นชื่อสามีภรรยาคู่หนึ่งโดยก้านเจี้ยงเป็นสามี และมั่วเหยียเป็นภรรยาโดยสามีนั้นทำงานเป็นช่างตีเหล็ก ในสมัยชุนชิว เจ้าแคว้นอู๋ที่มีชื่อว่า เหอหลู (阖庐) สั่งให้สามีภรรยาคู่นี้สร้างกระบี่ที่ดีที่สุดให้ แต่เวลาผ่านไป 3 เดือน สองคนนี้ยังไม่สามารถสร้างกระบี่ที่ดีออกมาได้ เพราะสสารต่างๆ ที่เก็บมาจากภูเขา 5 ลูกและแม่น้ำ 6 สายนั้นไม่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้
     ปัญหาก็คือหากไม่สามารถสร้างกระบี่ออกมาได้ เจ้าแคว้นก็จะลงโทษอย่างหนักแน่ ในวันหนึ่งเมื่อก้านเจี้ยงตื่นขึ้นในกลางคืนก็พบว่าภรรยาของตนหายไป เขารีบวิ่งไปยังห้องตีกระบี่ ที่นั่นเขาพบว่ามั่วเหยียภรรยาของเขากำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอมเหล็ก ชายชุดลอยขึ้นตามลม เมื่อเจอหน้าสามีมั่วเหยียอดหลั่งน้ำตาไม่ได้ เธอพูดกับก้านเจี้ยงว่า "เราจะไม่ตาย เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป" เสร็จแล้วก็กระโดดลงไปในเตาหลอมเหล็ก สสารที่เก็บมาจากภูเขาและแม่น้ำต่างๆ จึงหลอมรวมทันที ก้านเจี้ยงตีดาบที่ดีที่สุดของชีวิตเขาด้วยหัวใจที่แตกสลาย สุดท้ายก็ได้ตั้งชื่อให้มันว่าก้านเจี้ยงและเล่มหนึ่ง มั่วเหยีย เพื่อรำรึกถึงภรรยาที่เขารักยิ่ง
     วันถัดมา ก้านเจี้ยงยื่นกระบี่ก้านเจี้ยงให้กับเจ้าแคว้น และเก็บกระบี่ที่มีชื่อเดียวกันกับภรรยาของตนไว้ แต่อีกไม่นาน เจ้าแคว้นทราบข่าวนี้ จึงสั่งให้คนไปจับก้านเจี้ยงเพื่อนำดาบอีกเล่มมา แต่เมื่อก้านเจี้ยงทราบเขาก็ได้ใช้ดาบที่มีชื่อเดียวกับเมียรักปลิดชีวิตตนเอง
     บางตำนานว่าไว้ว่าเจ้าแคว้นได้ทราบเรื่องนี้จึงส่งคืนดาบเล่มนี้ให้แก่กานเจียง แต่ถึงแม้ดาบเล่มนี้จะกลับคืนสู่มือของผู้สร้างก็มิอาจทำให้หัวใจที่แหลกสลายของกานเจียงฟื้นคืนกลับมาดังเดิมได้
เรียบเรียงตามความเข้าใจโดย SALT ADMIN เจ้าเก่า